🧮 คำนวณระบบตู้แช่ ใส่ขนาดคอม → ได้แคปทิ้ว น้ำยา คอยล์ เกจ ค่าไฟ
ข้อมูลระบบ
ประเภทตู้
ตู้แช่เย็นในตู้ 0 ถึง 5°C
ตู้แช่แข็งในตู้ −18 ถึง −20°C
ตู้ไอศกรีมในตู้ −22 ถึง −26°C
น้ำยา
R134a
R404A
R290
R600a
R22
BTU ประเมินจากขนาดคอม+น้ำยา+งาน (เกณฑ์ Kulthorn: LBP ≈ 4,000 BTU/แรงม้า ปรับตามไฟ 50Hz) — รู้ค่าจริงจากเนมเพลทให้พิมพ์ทับ (1 kcal/ชม. ≈ 3.97 BTU · 1 W ≈ 3.41 BTU)
หรือเลือกรุ่นคอม — ตั้งน้ำยา/แรงม้า/BTU/กระแสให้อัตโนมัติจากสเปคชีต
ไม่รู้ขนาดคอม? ใส่ขนาดตู้ให้ระบบเลือกให้ (ไม่บังคับ)
1 คิว ≈ 28.3 ลิตร · ใส่ลิตรแล้วระบบจะเลือกขนาดคอมที่เหมาะให้อัตโนมัติ
กระแสสูงสุดตามเนมเพลทคอม FLA (A) — ไม่บังคับ
ใส่แล้วระบบจะบอกช่วงกระแสที่ควรคล้องมิเตอร์วัดได้จริง กระแสสตาร์ท (LRA) และคิดค่าไฟจากคอมตัวจริงแทนค่าประเมิน
ท่อดูดจากคอยล์เย็นถึงคอมยาวกี่เมตร (ตู้ทั่วไป ~2–3 ม. · คอนเดนซิ่งแยกไกลใส่ตามจริง)
อากาศรอบตู้ (หน้าร้อน/ในครัวให้เผื่อสูง)
25°C 33 °C45°C
คอยล์เย็นแบบ
พัดลมเป่า
ไม่มีพัดลม (แผงนิ่ง)
คอยล์ร้อนแบบ
พัดลมเป่า
แผงลวด (ไม่มีพัดลม)
โหมดออกแบบคอยล์
มาตรฐาน
ประหยัดไฟ
ประหยัดสุด
ภาพการไหลของน้ำยา — ค่าที่ควรวัดได้แต่ละจุด
▶ คอมกำลังเดิน
⏸ คอมหยุด (พัก 30 นาที)
จ่ายน้ำยา: แคปทิ้ว
จ่ายน้ำยา: TXV (วาล์วขยายตัว)
ไม่มี Accumulator
🛢️ ติด Accumulator (กันสำลัก)
ไม่มีถังพักน้ำยา
🛢️ ติดถังพักน้ำยา (Receiver)
🎛️ จำลองอาการเสีย (ค่าในรูปทั้งหมดขยับตามจริง)
ระบบปกติ
น้ำยาขาด ~30% (รั่ว)
น้ำยาเกิน ~30% (เติมมือหนัก)
คอยล์ร้อนตัน/พัดลมนอกเสีย
ลมคอยล์เย็นอ่อน/ฟิลเตอร์ตัน
มีอากาศในระบบ (แวคไม่ดี)
วาล์วคอมรั่ว (ปั๊มไม่ขึ้น)
โหลดเกิน (ของอุ่น/ประตูเปิดบ่อย)
แคปทิ้ว/ดรายเออร์ตัน
≈จุดเริ่มเดือดกลางเส้น
รูน้ำมัน
IN
OUT
Accumulator (ถังพักกันสำลัก)
ของเหลวตกก้นถัง · ไอถูกดูดผ่านท่อ U ขึ้นก้าน OUT
—
คิงวาล์ว
IN
ถังพักน้ำยา
—
—
บาลบ์รัดท่อดูด
equalizer
ไอร้อน แรงดันสูง
ควบแน่นเป็นของเหลว
ของเหลวอุ่น
ไอเย็น แรงดันต่ำ
เดือด (ไอปนของเหลว) ← เข้าจากแคป
โซน SH
📍 จุดวัด SH — แนบหัววัดตรงนี้
คอยล์เย็น (อีแวป) — เดือดดูดความร้อน
ไล่ร้อนไอ
ควบแน่น
ซับคูล
คอยล์ร้อน (คอนเดนเซอร์)
คอม
เพรสเซอร์
LOW
1.4 psi
อิ่มตัว −24°C
HIGH
167 psi
อิ่มตัว 45°C
TD ต่ำ = ประหยัด ~3.5%/°C
แผงสะอาด = ประหยัด ~2.5%/°C
1
ท่ออัด (ห้ามจับ)
75–90°C
2
แผงร้อน (ควบแน่น = จุดอิ่มตัวฝั่ง HIGH)
48°C
HIGH 167 psi
เป้า Subcool 4–7K → ท่อลิควิด ~43°C
3
ดรายเออร์ / ท่อลิควิด
อุ่น ~43°C
ขนาดไดเออร์ 15 กรัม
→ ลูกศรชี้ไปทางแคปทิ้ว
4
แคปทิ้ว (ลดแรงดัน)
0.036″ × 3.2 ม.
5
คอยล์เย็น (เดือด = จุดอิ่มตัวฝั่ง LOW)
−24°C
LOW 1 psi
เป้า SH ท้ายคอยล์ 4–7K
⚡
จุดวัดไฟ — คล้องแคลมป์ที่สายเข้าคอม
1.4 A · ไฟ 220V ±10%
สตาร์ทพุ่ง 4–6 เท่า ไม่เกิน 1 วิ · ใส่ FLA เพื่อความแม่น
6
ท่อดูดกลับคอม — เย็น มีเหงื่อ
5 ถึง 20°C
—
⚖️ สมดุลพลังงาน — ความร้อนที่แผงร้อนต้องทิ้ง = ที่ดูดจากตู้ + ไฟที่คอมกิน
🧊 ดูดจากในตู้ —
+ ⚡ ไฟเข้าคอม —
→ 🔥 ทิ้งที่คอยล์ร้อน —
อัตราไหลน้ำยา —
· อัตราส่วนการอัด —
(แผงร้อนสกปรก = ทิ้งความร้อนไม่ออก ทุกอย่างพังจากตรงนี้)
ทิศทางน้ำยา: คอม → ① ท่ออัด → ② คอยล์ร้อน → ③ ดรายเออร์ → ④ แคปทิ้ว → ⑤ คอยล์เย็น → ⑥ ท่อดูด → กลับคอม · เกจ LOW ต่อที่ท่อเซอร์วิสข้างคอม · เกจ HIGH: ตู้แช่ปกติไม่มีพอร์ต ใช้วาล์วเจาะ (piercing) ฝั่งลิควิดชั่วคราวแล้วถอดออก · อ่านเกจแล้วเทียบตาราง PT = จุดอิ่มตัว ใช้คิด Superheat/Subcool ได้ทันทีในกล่อง "คิดจากค่าที่วัดจริง" ข้างล่าง (เลื่อนภาพซ้าย-ขวาได้บนมือถือ) · หมุดวงกลม = ตำแหน่งแนบหัววัด/คล้องแคลมป์จริง — แดงฝั่งร้อน ฟ้าฝั่งเย็น เหลืองไฟฟ้า · จุดกะพริบ = จุดวัด Superheat
1
ท่ออัด (Discharge) — 75–90°C ร้อนจัด แตะไม่ได้
ผิดปกติ: เกิน 107°C (เกณฑ์ Copeland) = น้ำยาขาด/แผงร้อนระบายไม่ออก/คอมเรทสูง · แค่อุ่น = คอมไม่อัด (วาล์วรั่ว)
2
คอยล์ร้อน — ควบแน่น ~48°C · HIGH ~167 psi · ต้นแผงร้อน ปลายแผงอุ่น
ผิดปกติ: HIGH พุ่ง = แผงตัน/พัดลมเสีย/มีอากาศในระบบ (กินไฟเพิ่มได้ถึง ~20%) · ร้อนแค่แถวแรกที่เหลือเย็น = น้ำยาน้อย
3
ดรายเออร์ / ท่อลิควิด — อุ่นกว่ามือเล็กน้อย ~43°C (Subcool ~5K)
ผิดปกติ: ดรายเออร์เย็น/มีเหงื่อ/น้ำแข็งเกาะ = เริ่มตัน ต้องเปลี่ยน
4
แคปทิ้ว — ต้นอุ่น ปลายเย็นลงเรื่อย ๆ มีเสียงน้ำยาไหลเบา ๆ = ปกติ
ผิดปกติ: น้ำแข็งเกาะเป็นจุดกลางเส้น = ตันจากความชื้น (แวคคั่มใหม่ + เปลี่ยนดรายเออร์)
5
คอยล์เย็น — เดือดที่ ~−24°C · LOW ~1 psi · น้ำแข็ง/เหงื่อเกาะบางเท่ากันทั้งแผง · Superheat ท้ายคอยล์ 4–7K
ผิดปกติ: เกาะแค่ต้นคอยล์ = น้ำยาขาดหรือแคปยาวไป · ไม่เกาะเลย = ขาดมาก/ตัน · เป็นก้อนน้ำแข็งตัน = ระบบละลายน้ำแข็ง/ลมมีปัญหา
6
ท่อดูดกลับคอม — 5 ถึง 20°C เย็น อาจมีเหงื่อ (เชื่อมแคปแนบท่อดูดแล้วปลายทางจะอุ่นขึ้น = ปกติ)
ผิดปกติ: น้ำแข็งหนาลามถึงตัวคอม = น้ำยาเกิน/แคปสั้นไป (เสี่ยงของเหลวเข้าคอม) · แห้งอุ่นเท่าห้อง = น้ำยาขาด
กราฟอุณหภูมิ–แรงดัน–สถานะ ตลอดวงจร (ค่าจริงตามที่ตั้งไว้ ขยับตามอาการที่จำลองด้วย)
แคปทิ้ว (Capillary tube)
0.036″ × 3.2 ม.
รูใน 0.91 มม. · ช่วงใช้ได้ 2.8–3.7 ม.
ดรายเออร์ที่ควรใช้ 30 กรัม
ท่อเข้า–ออก 1/4″ → แคปทิ้ว
เผื่อยาวไว้ก่อนแล้วค่อยตัดสั้น ทีละ 20–30 ซม. (~1 ฟุต) ขณะทดสอบ — ตัดสั้น = ไหลมากขึ้น (เย็นเร็ว/LOW สูงขึ้น), ยาวขึ้น = ไหลน้อยลง · ความยาวถูกชดเชยเพิ่มให้อัตโนมัติ +2%/°C เมื่อควบแน่นเกิน 45°C (เกณฑ์ Cubigel) · เปลี่ยนเบอร์: L₂ = L₁ × (D₂/D₁)⁴·⁶ · แนะนำเชื่อมแนบแคปกับท่อดูด (ฮีตเอ็กเชนจ์) เพิ่มความเย็น กันท่อดูดมีเหงื่อ
น้ำยาที่ต้องเติม
≈ 185 กรัม
ช่วงประมาณ 145–220 กรัม (ชั่งด้วยตาชั่งดีที่สุด)
ถ้าเนมเพลทระบุปริมาณ ให้ใช้ค่าเนมเพลทเสมอ · ไม่รู้สเปค: แวคคั่มแล้วเติมทีละน้อย ดู 3 อย่างประกอบ — ① น้ำแข็งเกาะเต็มคอยล์เย็นพอดี ② แรงดัน LOW ตรงตาราง ③ กระแสไม่เกินเนมเพลท · เป้า Superheat 4–7K วัดท้ายคอยล์เย็น (เกณฑ์ Copeland/แคปทิ้ว) · Subcool ~5K
คอยล์เย็น — ขนาดที่สมดุล
พื้นที่ผิวครีบรวม — ตร.ม.
ขนาดแผงโดยประมาณ —
ลมพัดลม — CFM
พัดลมที่ควรใช้ (ตลาดไทย) —
TD ที่ออกแบบ (ในตู้ − อีแวป) 6 K
ระยะครีบแนะนำ (เกณฑ์ LU-VE) 6–7 มม.
ที่มีขายจริงในไทย ("แผงคอยเย็น") —
คอยล์เย็นใหญ่ TD ต่ำ = อีแวปสูงขึ้น ประหยัดไฟ ~2–4%/°C แถมของไม่แห้ง (TD ต่ำ ความชื้นในตู้สูง) · ครีบห่างช่วยให้น้ำแข็งไม่อุดเร็ว ละลายน้ำแข็งน้อยครั้งลง · มีพัดลม = เย็นทั่วตู้ ใช้คอยล์เล็กได้ แต่เป่าของแห้ง/มีค่าไฟพัดลม · แผงเปลือย = เงียบ ของไม่แห้ง แต่ต้องผิวใหญ่กว่า อีแวปต่ำกว่า กินไฟเพิ่ม ~15% เหมาะตู้กระจก/ตู้แช่จุ่ม/ตู้เก่า
คอยล์ร้อน — ขนาดที่สมดุล
ความร้อนที่ต้องระบาย (เกณฑ์ Heatcraft) — วัตต์
พื้นที่ผิวครีบรวม — ตร.ม.
ขนาดแผงโดยประมาณ —
ลมพัดลม — CFM
พัดลมที่ควรใช้ (ตลาดไทย) —
TD ที่ออกแบบ (ควบแน่น − อากาศ) 12 K
ที่มีขายจริงในไทย ("รังผึ้งระบายความร้อน") —
"ที่มีขายจริงในไทย" ใช้แทนขนาดคำนวณได้เลย — ระบบแปลงเป็นแผงที่ร้านสต็อกโดยเผื่อขึ้นเสมอ (หน้าแผงเล็กลงชดเชยด้วยจำนวนแถว) · แผงหนาหลายแถวต้องใช้พัดลมตามสเปค + มีเว็นจูรี่ให้ลมทะลุแผงจริง · เลือกใหญ่กว่าที่ระบบบอกได้ (ยิ่งประหยัดไฟ) แต่ห้ามเล็กกว่า · แผงร้อนใหญ่ = ควบแน่นต่ำ = คอมเบา ประหยัดไฟ ~2–4%/°C อายุคอมยืน · ตำแหน่งตู้ต้องมีช่องลมเข้า-ออก ห่างผนัง ≥ 10 ซม. อย่าให้ลมร้อนวนกลับ
ค่าที่เกจต้องอ่าน
LOW ขณะทำงาน
1 psi
อีแวป −24°C
HIGH ขณะทำงาน
167 psi
ควบแน่น 45°C
คอมหยุดพัก แรงดันนิ่ง (เท่าอุณหภูมิห้อง) — psi
Superheat เป้าหมาย (ท้ายคอยล์เย็น จุด 📍) 4–7 K
Subcooling เป้าหมาย (ท่อลิควิด) ~5 K
ค่า LOW/HIGH คำนวณจากตารางอิ่มตัวของน้ำยาที่เลือก ณ อุณหภูมิอีแวป/ควบแน่นที่ออกแบบ — เกจจริงต่างได้เล็กน้อยตามการจูน
พลังงาน & ค่าไฟ (ประมาณ)
กำลังคอมโดยประมาณ — W
กระแสขณะรัน ~220V (เทียบเนมเพลท) — A
ไฟฟ้าต่อวัน — หน่วย
ค่าไฟต่อวัน (4.8 ฿/หน่วย) — บาท
เทียบโหมดมาตรฐาน —
คิดจากคอมทำงาน ~70% ของวัน (เกณฑ์ออกแบบ 16–18 ชม./วัน) ไม่รวมพัดลม/ไฟ/ฮีตเตอร์ละลายน้ำแข็ง · COP อ้างอิงแคตตาล็อก Danfoss ที่อากาศ 32°C · กฎเหล็ก: ควบแน่นต่ำลง 1°C ≈ ลดไฟ 2–4% · อีแวปสูงขึ้น 1°C ≈ ลดไฟ 2–4% · ตั้งตู้เย็นเกินจำเป็น 1°C = จ่ายเพิ่ม ~3%
สูตรตู้แช่ประหยัดไฟที่สุด (Best-in-class)
ฉนวน PU: แช่เย็น 60–75 มม. · แช่แข็ง/ไอศกรีม 75–100 มม. (ห้องเย็นใช้ 100–150) — ฉนวนหนาขึ้นลดโหลดผนังตามสัดส่วน 1/ความหนา
คอยล์ใหญ่ TD ต่ำ: ใช้ขนาดตามโหมด "ประหยัด/ประหยัดสุด" ข้างบน — ลงทุนแผงเพิ่มครั้งเดียว ประหยัดไฟทุกวัน 10–25%
ขอบยางประตูแน่นสนิท: เอากระดาษหนีบดู ดึงแล้วต้องฝืด · ประตูเปิดบ่อยให้ติดม่านพลาสติก
พัดลมมอเตอร์ EC: กินไฟน้อยกว่ามอเตอร์เก่า ~60–70% และความร้อนทิ้งในตู้ลดลง
ตั้งอุณหภูมิพอดี: แช่เย็น 2–4°C · แช่แข็ง −18°C พอ — เย็นเกิน 1°C จ่ายเพิ่ม ~3%
ละลายน้ำแข็งเท่าที่จำเป็น: ครีบห่าง+TD ต่ำ ทำให้น้ำแข็งเกาะช้า ลดรอบละลายได้
ที่ตั้งตู้: ห่างผนัง ≥10 ซม. อากาศถ่ายเท ไม่โดนแดด/ไม่ติดเตา — อากาศร้อนขึ้น 1°C กินไฟเพิ่ม ~2.4% (ตาราง Danfoss)
ล้างแผงร้อนทุก 1–2 เดือน: แผงตันทำให้กินไฟเพิ่มได้ถึง ~20% และเป็นสาเหตุหลักคอมพัง
จูนให้เป๊ะ: Superheat 4–7K, Subcool ~5K, น้ำยาพอดีตามตาชั่ง — ขาด/เกินเสียทั้งความเย็นทั้งค่าไฟ
เทียบเบอร์แคปทิ้ว — มีเส้นอื่นในมือ ใช้แทนได้ยาวเท่าไหร่
ใช้เส้นขนาด เบอร์ (SWG) ต้องยาว (ม.) (ฟุต)
จำง่าย ๆ: เบอร์ SWG เลขยิ่งมาก รูยิ่งเล็ก (เบอร์ 22 = 0.026″ เล็กสุด → เบอร์ 14 = 0.070″ ใหญ่สุด) · สูตร L₂ = L₁ × (D₂/D₁)⁴·⁶ — ตรงกับตารางเทียบเบอร์ของร้านอะไหล่ (TC-26…TC-100) · แถวจาง = สั้น/ยาวเกินช่วงแนะนำ 1.2–5.5 ม. เสี่ยงตัน/จูนยาก ไม่ควรใช้แทน
จูนแคปทิ้ว & วิเคราะห์อาการเสีย (ตู้แช่)
เติมน้ำยาพอดีแล้ว แต่ทิ้งไว้แรงดันตก — ต้องเติมเพิ่มไหม? ❌ ไม่ต้อง: ระหว่างตู้กำลังดึงอุณหภูมิลง แรงดัน LOW ต้องตกลงเรื่อย ๆ เป็นเรื่องปกติ (ตู้ยิ่งเย็น อีแวปยิ่งเย็น แรงดันยิ่งต่ำ) — การไล่เติมตามตัวเลขที่ตกลงคือสาเหตุอันดับหนึ่งของการเติมน้ำยาเกิน ทำให้คอมสำลัก กินไฟ และตู้ไม่เย็นกว่าเดิม · วิธีตัดสินให้ถูก: ① รอให้ตู้ถึงอุณหภูมิที่ตั้งไว้และคอมเดินนิ่งอย่างน้อย 15 นาทีก่อนอ่านค่า ② ตัดสินด้วย Superheat 4–7K ไม่ใช่ตัวเลขแรงดันดิบ ③ ปิดเครื่องทิ้งไว้ 30 นาที แล้ววัดแรงดันนิ่ง — ต้องเท่ากับแรงดันอิ่มตัวที่อุณหภูมิห้อง (เปิดตาราง PT ในแอปเทียบ) ถ้าต่ำกว่ามาก = น้ำยาขาดจริง ถ้าตรง = น้ำยาพอ ④ เช็คน้ำแข็งเกาะเต็มคอยล์และกระแสไม่เกินเนมเพลท · ถ้าน้ำยาหายจริง จะตกทั้งตอนเดินและตอนหยุด และตกต่อเนื่องเป็นวัน ๆ = มีรอยรั่ว ต้องหาให้เจอก่อนเติม ห้ามเติมทิ้งไว้เฉย ๆ
คอมสำลักน้ำยา (ของเหลวเข้าคอม — เสียงเคาะตอนสตาร์ท/น้ำแข็งถึงคอม): เกิดจาก ① น้ำยาเกิน ② แคปสั้น/โตไป น้ำยาท่วมคอยล์ ③ คอยล์เย็นน้ำแข็งจับหนา/พัดลมเสีย/ตู้เปล่าโหลดน้อย — น้ำยาเดือดไม่หมดไหลกลับเป็นของเหลว ④ น้ำยาไหลมาแช่ในคอมตอนหยุด (สตาร์ทมาเป็นโฟม) → แก้ตามสาเหตุ: ลดน้ำยา/แก้แคป/ละลายน้ำแข็ง-ซ่อมพัดลม + เชื่อมแคปแนบท่อดูด ช่วยเดือดไอให้หมดก่อนถึงคอม · อันตรายสุดกับคอมโรตารี่ (ของเหลวเข้ากระบอกสูบตรง ๆ) วาล์ว/ลูกสูบพัง น้ำมันถูกชะออก
คอมตัดแล้วสตาร์ทใหม่ ตัวคอมเย็นจัด/เหงื่อ-ไอน้ำจับ = น้ำยาย้ายเข้าคอมตอนหยุด (refrigerant migration): ตอนคอมพัก น้ำยาสะสมในเปลือกคอมได้ 2 ทาง — Copeland Part 4 §22-1 เขียนตรง ๆ: ① เมื่อคอมเย็นกว่าคอยล์เย็น ความดันไอที่ต่างกันดันน้ำยาไหลไปหาจุดที่เย็นกว่า ② จอดหลายชั่วโมง น้ำมันในคอม "ดูดละลาย" น้ำยาเข้าตัวเองได้ไม่ว่าความดันจะเท่ากัน → พอสตาร์ท ความดันในเปลือกดิ่งทันที น้ำยาเหลวที่แช่ในน้ำมันเดือดพรึ่บ (Tecumseh ถ่ายไว้จริง: 5 วินาทีหลังสตาร์ท โฟมเต็มกระจกมองน้ำมัน และพาน้ำมันออกไปด้วย) — การเดือดดูดความร้อนจากเปลือก คอมจึงเย็นจัด ไอน้ำในอากาศมากลั่นตัวเกาะ (น้ำที่เห็นมาจากอากาศ ไม่ใช่น้ำยารั่ว) · อ่านระดับอาการ: เหงื่อบาง ๆ หายใน 5–15 นาที = migration เล็กน้อย ปกติ · น้ำแข็งเกาะเปลือก/เสียงเคาะตอนสตาร์ท/เป็นทุกรอบ = อันตราย น้ำมันถูกชะออกทีละนิดจนขาด · แก้ตามลำดับ: เช็คน้ำยาเกินก่อน (เทียบแรงดันนิ่งกับตาราง PT + SH) → แคปสั้น/โตไป → คอมอยู่จุดเย็นลมโกรก/คอยล์อยู่สูงกว่าคอม (ของเหลวไหลลงเอง) → เครื่องใหญ่/คอนเดนซิ่งแยก: ติดฮีตเตอร์ก้นคอม (หน้าที่ตามเอกสาร: อุ่นน้ำมันให้อุ่นกว่าจุดเย็นสุดของระบบ น้ำยาที่เข้ามาถูกต้มไล่กลับท่อดูด — เปิดล่วงหน้าหลายชั่วโมงก่อนสตาร์ทครั้งแรก) หรือทำ pump-down (โซลินอยด์ปิดไลน์ของเหลว คอมดูดจนแห้งค่อยตัด — น้ำยาถูกขังฝั่งส่ง ไม่เหลืออะไรให้ย้าย)
เย็นช้า + LOW ต่ำกว่าตาราง + น้ำแข็งเกาะแค่ต้นคอยล์: น้ำยาขาด หรือแคปยาว/ตีบไป → เติมน้ำยา หรือตัดแคปสั้นลงทีละ 20–30 ซม.
น้ำแข็งเกาะลามถึงคอม + LOW สูง: น้ำยาเกิน หรือแคปสั้นไป → ปล่อยน้ำยาออกทีละนิด หรือเปลี่ยนแคปยาวขึ้น
LOW เป็นสุญญากาศลึกผิดปกติ + ไม่เย็น: ระบบตัน (ดรายเออร์/แคป) หรือน้ำยาหมด — เช็คจุด ③④
HIGH พุ่ง + คอมร้อนตัดบ่อย: แผงร้อนสกปรก พัดลมเสีย หรือมีอากาศปน (แวคคั่มไม่ดี) → ล้างแผง/เปลี่ยนพัดลม/ทำสุญญากาศใหม่
เย็นเป็นพัก ๆ เดี๋ยวเย็นเดี๋ยวไม่เย็น: ความชื้นแข็งตัวอุดปลายแคปเป็นช่วง → แวคคั่มนาน ๆ + ดรายเออร์ใหม่เท่านั้น ห้ามแก้ด้วยการอัดน้ำยาเพิ่ม
เชื่อมแคปทิ้วให้ถูก — ใส่ลึกเท่าไหร่ (คู่มือ Secop §4.12 พร้อมรูป): ปัญหามี 2 ขั้วพอดี — ใส่ลึกไป ปลายแคปชนตะแกรง/แผ่นกรองในดรายเออร์ = ตันหรืออั้นทันที · ใส่ตื้นไป ตอนเชื่อมประสานจะไหลย้อนเข้าไปอุดรูแคป · วิธีที่คู่มือกำหนด: บีบ "รอยหยุด" (stop) บนเส้นแคปด้วยคีมที่ระยะ 5 มม. (3/16″) จากปลาย แล้วสอดจนรอยหยุดชนปากดรายเออร์ — ได้ความลึกเป๊ะทุกครั้ง ปลายลอยพ้นตะแกรงพอดี (ไม่มีคีมพิเศษ ใช้บีบเบา ๆ ให้เป็นสันนูนพอกันจม อย่าบีบจนรูตีบ)
เทคนิคเชื่อมแคป (Secop §4.8): ช่องว่างข้อต่อที่ประสานไหลดีคือ 0.038–0.076 มม. — ห่างถึง 0.5 มม. ประสานแทบไม่วิ่งแล้ว ดังนั้นปากท่อที่สวมแคปต้องบีบให้แนบ หรือใช้ข้อลดให้พอดี · ระยะสวมทับ (overlap) 4–9 เท่าของความหนาผนังท่อ · ประสานฟอส-คอปเปอร์ไหลเข้าหาความร้อน — เอาเปลวไฟเลี้ยงที่ท่อใหญ่ อย่าจี้ที่เส้นแคป (เส้นเล็กร้อนไวเกิน จะไหม้/ตัน) · ปล่อยไนโตรเจนไหลผ่านในท่อระหว่างเชื่อมและตอนปล่อยเย็น — สะเก็ดออกไซด์เกิดตอนทองแดงเย็นตัว ถ้าไม่มีไนโตรเจนสะเก็ดจะหลุดไปอุดแคป/ดรายเออร์ · เชื่อมเสร็จเป่าไนโตรเจนผ่านเส้นเช็คว่าลมโล่งเท่าเดิมก่อนแวคคั่ม (ข้อเช็คท้ายเป็นแนวปฏิบัติช่าง)
แคปแนบท่อดูด (heat exchanger ในตัว) — ได้อะไรเพิ่ม (Copeland Part 4 §17-7): เอกสารเขียนตรง ๆ ว่า "แนะนำอย่างยิ่งกับระบบทำความเย็นทุกระบบ" และ "ระบบเล็ก บัดกรีท่อลิควิดแนบท่อดูดหลายฟุตก็เป็น heat exchanger ที่ได้ผลแล้ว" — ผลที่ได้ 4 อย่าง: ① ความจุเพิ่ม (งานแช่เย็น/แช่แข็ง) เพราะของเหลวถูกซับคูลก่อนเข้าแคป ทุก 1 K ที่เย็นลง = ผลทำความเย็นเพิ่ม ~1.3-1.4 kJ/kg ฟรี ๆ (ดึงจากไอดูดที่ไงก็ต้องอุ่นอยู่แล้ว) ② กันแฟลชแก๊สหน้าแคป — แคปจ่ายของเหลวเต็มเม็ด อัตราไหลนิ่ง ③ กันท่อดูดเหงื่อ/น้ำแข็ง ④ เดือดของเหลวที่หลุดจากคอยล์ให้หมดก่อนถึงคอม = กันสำลัก — นี่คือเหตุผลที่ตู้เย็นบ้านทุกตู้ทำมาจากโรงงาน
แคปแนบท่อดูด — ข้อควรระวัง: ไอดูดที่อุ่นขึ้น = ท่ออัดร้อนขึ้นด้วย — งานแช่แข็งที่ท่ออัดใกล้เพดาน 107°C อยู่แล้ว อย่าแนบยาวเกินจำเป็น · ผลสุทธิขึ้นกับน้ำยา (ตำรา ASHRAE): R600a/R134a ได้บวกชัดเจน · R22 แทบเสมอตัว · แอร์ R32/R410A ไม่นิยมทำ (ท่ออัดร้อนอยู่แล้ว และระบบ TXV ได้ซับคูลจากคอยล์ร้อนพอ) · จุดวัด SH ต้องอยู่ท้ายคอยล์ก่อนจุดแนบ — หลังจุดแนบท่อดูดอุ่นขึ้นเป็นเรื่องปกติ อย่าตกใจเติมน้ำยา · แนบให้แน่น (บัดกรีตลอดแนวหรือเทปอลูมิเนียม) แล้วหุ้มฉนวนทับรวมกันทั้งคู่
เปลี่ยนแคป/ล้างระบบทุกครั้ง: เปลี่ยนดรายเออร์ใหม่ + แวคคั่มต่ำกว่า 500 micron ก่อนเติม
ดรายเออร์ — ขนาด: ร้านไทยขายทองแดงปั๊มเป็น "กรัม" (10/15/30 ก. = น้ำหนักเม็ดดูดความชื้น) เกินจากนั้นเป็นโซลิดคอร์ Danfoss DML / Copeland EK · อย่าใส่ตัวใหญ่เกินในตู้เล็ก — โซลิดคอร์ 3 นิ้ว³ อมน้ำยาค้างในตัวได้ ~74 ก. และ 5 นิ้ว³ ได้ ~170 ก. (สเปค Emerson) ซึ่งมากกว่าน้ำยาทั้งระบบของตู้เย็นบ้าน (R600a ~40–150 ก.) ทำให้ชาร์จเพี้ยนและแวคคั่มนานขึ้นมาก · เล็กไป = แรงดันตกคร่อมสูง เกิดแฟลชแก๊สหน้าแคป และไม่มีที่เก็บผงสกปรก
ดรายเออร์ — ติดตั้ง (เกณฑ์ Danfoss/Sporlan): เปลี่ยนใหม่ทุกครั้งที่เปิดระบบ/เปลี่ยนคอม — คู่มือระบุชัด "ห้ามใช้ซ้ำ ตัวเก่าจะคายความชื้นกลับเมื่อโดนความร้อนหรืออยู่ในระบบที่แห้งกว่า" · ติดให้ลูกศรตรงทางไหล ใส่กลับทาง = ดันผงและเศษเม็ดสารเข้าแคปทิ้วโดยตรง · ตำแหน่งดีที่สุดคือชิดหน้าแคปทิ้ว · แนวตั้งให้ไหลลง (แวคคั่มเร็วกว่าไหลขึ้น) · แกะซองแล้วต่อทันที อย่าวางทิ้ง · เชื่อมต้องไล่ไนโตรเจนและใช้ผ้าชุบน้ำหุ้มตัวถัง อย่าให้ร้อนค้าง · ยึดตัวไดเออร์กันสั่นถ้าท่อรับน้ำหนักไม่ไหว · ห้ามใช้น้ำยากันแข็ง/เมทานอลร่วมกับไดเออร์ (ทำให้เม็ดสารตาย)
ดรายเออร์ — น้ำยาไวไฟ (R290/R600a): เม็ดสารใช้เกรด 3A เหมือน R134a ได้เลย (UOP XH-7 / XH-9 / XH-11 — เกณฑ์ Secop) ไม่ต้องหาเม็ดสารพิเศษ · ที่ต้องระวังคือตัวถัง : Danfoss อนุมัติเฉพาะรุ่นเชื่อม (ทองแดง/ชุบทองแดง) ท่อต่ำกว่า 25 มม. สำหรับน้ำยาไวไฟ — ห้ามใช้รุ่นแฟร์ · ส่วนงานแอร์ R32/R410A ต้องใช้ XH-11 (XH-9 ใช้กับน้ำยาที่มี R32 ผสมไม่ได้)
หาเบอร์แคปไม่ตรง: ใช้ 0.050″ แทน 0.049″ ได้โดยเพิ่มความยาว ~10% · ห้ามใช้เบอร์เล็กกว่ามากแล้วตัดสั้นชดเชย — ตันง่าย
R290 เชิงพาณิชย์: ส่วนใหญ่ออกแบบที่ ~150 ก./วงจร ตามลิมิตมาตรฐาน (IEC 60335-2-89 ฉบับใหม่ยอมถึง ~500 ก. เมื่อออกแบบรองรับ)
TXV — วิธีเลือกเบอร์ & ที่ขายในไทย
เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนจากแคปทิ้วเป็น TXV: โหลดแกว่งมาก (ตู้เปิด-ปิดบ่อย ของเข้าออกทั้งวัน) · ระบบใหญ่จนต้องแยกแคปหลายเส้น · อยากได้คอยล์เต็มประสิทธิภาพทุกสภาวะ — TXV คุม Superheat ให้คงที่เองตลอด ส่วนตู้เล็กโหลดนิ่ง แคปทิ้วนิ่งกว่า ถูกกว่า ไม่มีอะไรเสีย
กฎเหล็กการเลือก (Sporlan 10-10 / Danfoss): เลือกจากความจุที่สภาวะใช้งานจริง (อีแวป/คอนเดนซ์จริง) ไม่ใช่ตัวเลขหน้ากล่อง — วาล์ว "1 ตัน" ที่อีแวป −30°C เหลือไม่ถึงครึ่ง · เลือกตัวที่จ่าย ≥100% ของโหลดแต่ไม่เกิน ~2 เท่า — วาล์วโตเกิน = hunting (SH แกว่งขึ้นลง คอมสำลักสลับขาดน้ำยา) เป็นปัญหาที่เจอบ่อยกว่าวาล์วเล็ก · ระบบ Danfoss T2/TE2 ตัววาล์วเป็นเปลือก ไส้ orifice ถอดเปลี่ยนเบอร์ได้ (0X เล็กสุด → 06 ใหญ่สุด) เลือกผิดเปลี่ยนแค่ไส้ ฿428–500
External equalizer ใช้เมื่อไหร่ (Sporlan Table 1): ถ้าแรงดันตกคร่อมคอยล์+ดิสทริบิวเตอร์เกิน ~2 psi (งานแช่แข็ง ~1 psi) ต้องใช้รุ่นมีท่อบาลานซ์ภายนอก 1/4″ ต่อเข้าท่อดูดหลังตำแหน่งบาลบ์ — มีดิสทริบิวเตอร์เมื่อไหร่ บังคับ external ทันที · TE2 เป็น external ทั้งตระกูล ต่อท่อนี้เสมอ ไม่ต่อ = วาล์วอั้น จ่ายน้อย SH สูงผิดปกติ
ตำแหน่งบาลบ์ (Sporlan 10-11): รัดบนท่อดูดแนวนอนใกล้ทางออกคอยล์ · ท่อ ≥7/8″ วางตำแหน่งบ่าย 4 หรือ 8 โมง · ท่อเล็กกว่านั้นวางบนหลังท่อ (12 โมง) ได้ · ห้ามใต้ท่อ (น้ำมันนอนก้นท่อทำให้อ่านเพี้ยน) · ขัดท่อให้สะอาด รัดแน่น แล้วหุ้มฉนวนทับบาลบ์เสมอ · SH โรงงานตั้งมา static 4K — ใช้งานจริงส่วนใหญ่ไม่ต้องหมุนเพิ่ม
MOP คืออะไร: ไส้/วาล์วรุ่น MOP จะหยุดเปิดเพิ่มเหนือแรงดันที่กำหนด — กันคอมโอเวอร์โหลดตอนดึงอุณหภูมิแรก ๆ (ตู้ยังร้อน) เหมาะกับคอมตัวเล็กพอดีโหลด · ข้อแลก: ช่วงดึงอุณหภูมิจะช้าลงนิด
ราคาไทย (ตรวจ ส.ค. 69):
ของ รุ่น/โค้ด ราคา ร้าน
ตัววาล์ว R22/R407C Danfoss T2 068Z3206 ฿2,340 emrcool
ตัววาล์ว R134a Danfoss TE2 068Z3348 ฿2,650 emrcool
ตัววาล์ว R404A/R448A Danfoss TE2 068Z3403 ฿2,490 emrcool
ไส้ orifice ทุกเบอร์ 0X–06 068-20xx ฿428–500 KS Air / emrcool
ครบชุดพร้อมไส้ R22 TEX2 ฿3,790 โชคอุตสาหะ
ครบชุดพร้อมไส้ R404A TES02 ฿3,890 โชคอุตสาหะ
ทางเลือกประหยัด Saginomiya QCX / Sanhua RFKH ฿1,124 / สอบถาม ลาซาด้า / สังชัย
ทางเลือก Emerson TCLE (ไส้ถอดได้) ฿2,100–2,975 ตัวแทน Emerson
โหลดใหญ่เกิน TE2 (≈>17 kW ที่แช่แข็ง −30°C ใช้ไม่ถึง — ดูตัวเลขในการ์ด) ขยับเป็น TE5/TE12 ฿3,990–5,870
ติดตั้งครั้งแรกอย่าลืม: TXV ต้องมีดรายเออร์+กระจกมองน้ำยา หน้าวาล์ว และชาร์จน้ำยาด้วยเกณฑ์ Subcooling 3–5K (ไม่ใช่ SH แบบแคปทิ้ว — SH ฝั่งวาล์วมันคุมเองอยู่แล้ว) · ระบบตู้แช่ที่คอมพักนาน แนะนำทำ pump-down คู่กันเพื่อกัน migration
ถังพักน้ำยา (Liquid Receiver) — ขนาด · ติดตั้ง · ที่ขายไทย
ใส่เมื่อไหร่ (Copeland AE17-1212): ระบบ TXV ท่อยาว / หลายอีแวป / ชาร์จเยอะ / ต้องทำ pump-down / มี head-pressure control — ใส่เมื่อจำเป็นเท่านั้น และเลือกเล็กสุดที่ปั๊มดาวน์ปลอดภัย · ระบบแคปทิ้วห้ามใส่ : แคปทิ้วคือระบบชาร์จวิกฤต (ต้องเป๊ะ) น้ำยาส่วนเกินไม่มีที่เก็บ จะไปกองในคอนเดนเซอร์ดัน HIGH ขึ้น — ตู้เย็น/ตู้แช่แคปทิ้วจากโรงงานจึงไม่มีถังพักทุกตู้
เลือกขนาด (Sporlan 40-10-6 = Westermeyer = Henry ตรงกัน): ถังต้องรับ ≥90% ของชาร์จทั้งระบบ โดยของเหลวอยู่ไม่เกิน 90% ของปริมาตรถังที่ 32°C (ASHRAE 15 §9.14.4 เขียนเป็นข้อบังคับ) — คิดเร็ว: ปริมาตรถัง (ลิตร) ≈ ชาร์จ (กก.) ÷ ความหนาแน่นของเหลว (R134a ~1.15 · R404A ~0.97 กก./ลิตร → ถังเดียวกันจุ R404A ได้น้อยกว่า R134a ~20%) · การ์ดในรูปคำนวณให้อัตโนมัติเมื่อกดปุ่มถังพัก
ตำแหน่ง (Copeland/Hussmann): หลังคอนเดนเซอร์ ก่อนดรายเออร์ · ต้องอยู่ต่ำกว่าทางออกคอนเดนเซอร์ ให้ของเหลวไหลลงเองด้วยแรงโน้มถ่วง ท่อลาดเข้าหาถัง ≥21 มม./ม. · ห้ามให้ถังร้อนกว่าคอนเดนเซอร์ (ตากแดด/ติดท่ออัด) ไม่งั้นแก๊สในถังดันของเหลวย้อนกลับ (gas binding) — วางในร่ม/ระบายอากาศ
ทางออก = ท่อดูดก้นถัง (dip tube) + คิงวาล์ว: วาล์วเซอร์วิสที่ทางออกถังเรียกคิงวาล์ว — ปิดหน้าวาล์ว (front-seat) ขณะคอมเดิน = pump-down เก็บน้ำยาทั้งระบบเข้าถัง แล้วซ่อมฝั่ง LOW ได้โดยไม่ปล่อยน้ำยาทิ้ง (วิธีเดียวกับแก้ migration ที่เราคุยกัน) · ชาร์จให้เหลือของเหลวก้นถังอย่างน้อย 15–20% ของถัง (liquid seal กันแก๊สหลุดเข้าไลน์)
SC หายในถัง (Copeland): ของเหลวในถังแตะไอ → วิ่งกลับ saturation — ซับคูลที่ทำได้ในคอนเดนเซอร์หายเกือบหมด · วัด SC ที่ท่อลิควิดก่อนเข้า TXV ~10 ซม. ไม่ใช่ที่ถัง · ระบบที่มีคอยล์ซับคูลแยก: เดินท่อ คอนเดนเซอร์ → ถังพัก → คอยล์ซับคูล (ซับคูลหลังถังเสมอ)
ความปลอดภัย (ASHRAE 15/EN 378): ชาร์จเกิน 90% ของถังที่ 20°C ต้องมีวาล์วระบาย (PRV) · ถัง ≤85 ลิตร ใช้ PRV หรือ fusible plug ได้ · จุดสังเกตมีอากาศในระบบ: แก๊สไม่กลั่นตัวขังที่ยอดถัง ทำ HIGH สูงผิดปกติ
ราคาไทย (ตรวจ ส.ค. 69):
รุ่น จุ (ลิตร) ท่อ ราคา ร้าน
KNP 4-7-3 ≈1.4 3/8″ ฿694 KS Air
KNP 4-12-3 ≈2.5 3/8″ ฿745 KS Air
KNP 494 (4×9″) 1.85 1/2″ ฿778 Lazada โชควัฒนา
KNP 593 (5×9″) 2.89 3/8″ ฿1,097 Lazada โชควัฒนา
KNP 5½-12-4 ≈4.7 1/2″ ฿1,560 KS Air
KNP 6½-18-4 ≈9.8 1/2″ ฿2,025 KS Air
O&F L-19 แนวตั้ง 19 7/8″ ฿6,700 Lazada
ท่อพักทองแดงจิ๋ว 5″ (ตู้แช่เล็ก) — 3/8″ ฿90 Lazada
วาล์วหัวถัง CASTEL (คิงวาล์ว) — ตามขนาด ฿545–2,380 KS Air
ลิตรที่มี ≈ นำหน้า = คำนวณจากขนาดกระบอกที่ร้านแจ้ง (สเปคจริงอาจต่างเล็กน้อยจากหัวถังโค้ง) · ทุกรุ่นทนแรงดัน 2.9 MPa ใช้ได้ถึง R410A
ต่างจาก Accumulator ยังไง: ถังพัก = ฝั่งสูง (ของเหลวหลังคอนเดนเซอร์ ทำ pump-down/รับชาร์จแกว่ง) · Accumulator = ฝั่งต่ำ (กันของเหลวเข้าคอม) — คนละหน้าที่ ใส่พร้อมกันได้ในระบบ TXV ห้องเย็น
แหล่ง: Sporlan Bulletin 40-10-6 · ASHRAE 15-2022 §9.14.4 · Copeland AE17-1212 + Refrigeration Manual Part 4 · Henry HTK catalog · Westermeyer · Hussmann — ทุกรายการผ่านตัวตรวจอิสระเปิดเอกสารซ้ำ 55/55 รายการ
🥬 ออกแบบตู้สินค้าสด ผักสด · เนื้อสด · แช่แข็ง · ความชื้น · แสง · ระบบควบคุม
ออกแบบตู้สินค้าสด — ผักสด · เนื้อสด · แช่แข็ง · ตู้ละลาย
🥬 ผักสด
🥩 เนื้อสด
🧊 แช่แข็ง
🔥 ตู้ละลาย
กลุ่มสินค้า
ผักใบ / สลัด / คะน้า (0–4°C ชื้นจัด)
ผักหัว / กะหล่ำ / แครอท (0–5°C)
ผลไม้เมืองหนาว — ส้ม องุ่น แอปเปิ้ล (0–8°C)
เมืองร้อน — มะเขือเทศ มะม่วง กล้วย (10–13°C ห้ามเย็นกว่า!)
วิธีละลาย
ตู้เย็น 4°C
ตู้ละลายคุมสภาพ (7°C ชื้น)
น้ำเย็นไหล 15°C
อ่างอัลตราโซนิก
วิธีแช่แข็ง
ตู้ทั่วไป (ลมนิ่ง −18°)
ลมเป่าแรง −30°
แผ่นเย็น −35°
อุณหภูมิตั้ง / ความชื้นเป้า —
TD คอยล์ (ยิ่งต่ำ ยิ่งชื้น ผักยิ่งสด) —
ขนาดคอยล์เย็นที่ต้องใช้ —
โหลดรวมต่อวัน —
ขนาดคอมที่แนะนำ —
เวลาแช่แข็งถึงแกนกลาง (Plank) —
ละลายน้ำแข็ง / ลม —
—
ตู้ผักสด & ตู้เนื้อ — ทำไมผักเหี่ยว เนื้อดำ และแช่แข็งช้าแล้วเนื้อเละ
ผักเหี่ยวเพราะ TD สูง ไม่ใช่เพราะอุณหภูมิ: คอยล์ที่เย็นกว่าอากาศในตู้มาก (TD สูง) จะรีดน้ำออกจากอากาศจนแห้ง แล้วอากาศแห้งก็ดูดน้ำจากผักต่อ — ตู้ผักที่ดีใช้ TD 4–5 K (คอยล์ใหญ่ขึ้น ~เท่าตัวเทียบ TD 8–10) เพื่อคง RH 90–95% · ผักใบเสียน้ำแค่ 5% ก็ขายไม่ได้แล้ว · ลมที่ชั้นวางต้องอ่อน (~0.3 ม./วิ) ลมแรงพัดตรง = เหี่ยวเร็วขึ้นหลายเท่า
ผักเมืองร้อนห้ามแช่เย็นจัด (ช้ำเย็น / chilling injury): มะเขือเทศ แตงกวา พริก มะม่วง กล้วย มะละกอ เก็บต่ำกว่า ~10°C เนื้อเยื่อเสียหาย — ผิวเป็นจุดยุบ ช้ำน้ำ สุกไม่ต่อ เน่าเร็วเมื่อเอาออก · กล้วยหนักสุด ต่ำกว่า ~13°C เปลือกดำ · อาการโผล่ทีหลัง 2–3 วัน ช่างมักโดนโทษว่าตู้ไม่เย็น ทั้งที่จริงคือเย็นเกินไป
อย่าเก็บของปล่อยเอทิลีนรวมกับของไวเอทิลีน: กล้วยสุก มะม่วง มะละกอ มะเขือเทศสุก ปล่อยก๊าซเอทิลีน → ทำให้ผักใบเหลือง สลัดเป็นจุดสนิม แตงกวาเหลืองนิ่ม เร็วผิดปกติทั้งที่อุณหภูมิถูก — แยกตู้หรือแยกโซน · การระบายอากาศ/ถ่านดูดเอทิลีนช่วยได้บางส่วน
ตู้ผักใช้การละลายน้ำแข็งแบบ off-cycle ได้: อีแวปทำงานเหนือ 0°C อยู่แล้ว (SST ~ −2 ถึง 0) แค่หยุดคอมพัดลมเดินต่อ น้ำแข็งบาง ๆ ก็ละลายเอง — ไม่ต้องใช้ฮีตเตอร์ ประหยัดไฟและไม่อบสินค้า · ตั้งรอบเดินคอมไม่เกิน ~16 ชม./วัน เผื่อช่วงละลาย
ตู้เนื้อสด: มาตรฐานตู้โชว์แบ่งคลาสอุณหภูมิ — เนื้อสดใช้คลาส M1 (−1 ถึง +5°C) จุดที่ดีคือ −1 ถึง +2°C : ต่ำสุดที่ยังไม่แข็ง (เนื้อเริ่มแข็งราว −2°C) อายุขายเพิ่มเป็นเท่าตัวเทียบ +4°C · เนื้อดำที่ผิว = ผิวแห้ง เพราะ TD สูง/ลมแรงเกิน ไม่ใช่เนื้อเสีย · ห้ามวางเกินเส้น load line ของตู้ — ลมเย็นไหลข้ามหน้าสินค้าไม่ได้ อุณหภูมิชั้นบนจะลอยทันที
แช่แข็งช้า = เนื้อเละ น้ำหยดเยอะ: ช่วง −1 ถึง −5°C คือโซนอันตราย — ผ่านช้า ผลึกน้ำแข็งโตทิ่มเซลล์ ละลายแล้วน้ำ (drip) ไหลออกมาก เนื้อแห้งเหนียว · ผ่านเร็ว (blast) ผลึกเล็ก เนื้อคงสภาพ · ตู้แช่บ้านทั่วไปแช่เนื้อหนา ๆ ใช้เวลาข้ามคืน — ตัดเป็นชิ้นบาง แผ่ให้ลมผ่าน อย่าวางซ้อน จะเร็วขึ้นหลายเท่า · สูตร Plank ในการ์ดนี้คิดจากความหนาชิ้น: หนาขึ้น 2 เท่า เวลานานขึ้น ~4 เท่า (เทอมกำลังสอง)
โซนอันตรายของอาหาร 5–60°C (WHO) — กฎที่ตู้เราต้องรับใช้: แบคทีเรียเท่าตัวได้ทุก 20 นาทีในโซนนี้ (USDA) · กติกาสากล FSANZ ที่ร้านใช้กันทั่วโลก: อยู่ในโซนสะสม <2 ชม. ใช้ได้/คืนตู้ได้ · 2–4 ชม. ต้องใช้ทันที · เกิน 4 ชม. ทิ้ง (นับสะสมทุกช่วง ขนส่ง+เตรียม+โชว์) · กติกาไทย (ประกาศ สธ. 2566): อาหารปรุงสำเร็จโชว์ร้อนต้อง >63°C วางอุณหภูมิห้องได้ไม่เกิน 2 ชม. · แช่เย็น ≤5°C · แช่แข็ง: Codex ระบุว่ายังไม่เรียกว่า "แช่เยือกแข็ง" จนกว่าใจกลางชิ้นถึง −18°C — เป้าเวลาแช่แข็งในการ์ดนี้จึงคิดถึง −18 ที่แกนกลาง
ละลายเนื้อที่ถูก (USDA "The Big Thaw"): ① ตู้เย็น ≤4.4°C — ปลอดภัยสุด (ก้อนใหญ่ ~24 ชม./2.3 กก. · ละลายแล้วเก็บต่อได้ เนื้อชิ้น 3–5 วัน เนื้อบด 1–2 วัน · แช่แข็งกลับได้) ② ถุงกันน้ำจุ่มน้ำเย็น เปลี่ยนน้ำทุก 30 นาที — ใช้ทันที ③ ไมโครเวฟ — ปรุงทันที · ห้ามละลายทิ้งไว้บนเคาน์เตอร์ ผิวเข้าโซนอันตรายก่อนแกนละลาย
แช่แข็งแล้วเก็บ: เก็บที่ −18°C คงที่ — อุณหภูมิแกว่งทำให้ผลึกน้ำแข็งโตใหม่ (recrystallization) และเกิด freezer burn (ผิวแห้งซีด) · ห่อสุญญากาศ/แนบพลาสติกกันอากาศช่วยมากที่สุด
ที่มา: อุณหภูมิ/RH รายกลุ่มและช้ำเย็น = แนวปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว (USDA Handbook 66) · สูตรการหายใจตรวจแล้วตรงกับ ASHRAE 2002 Ch.8 Eq.41 + Table 8 (Becker & Fricke) คำต่อคำทั้ง 7 ชนิด และเทียบค่าวัดจริง USDA HB-66 (2016) แล้วส่วนใหญ่ตรง — ยกเว้นแครอท ที่สูตรให้สูงกว่าค่าวัดยุคใหม่ ~2 เท่า (สูตร fit จากข้อมูลปี 1986 — ถือเป็นการเผื่อฝั่งปลอดภัย) · คลาสตู้โชว์ M1 = ISO 23953 · เวลาแช่แข็ง = สมการ Plank (ตำรา) ใช้ h ลมนิ่ง ~8 / blast ~25 / แผ่นเย็น ~80 W/m²K, k เนื้อแช่แข็ง ~1.4 W/m·K, ความร้อนแฝงคิดจาก %น้ำในตาราง ASHRAE ของแอป — เป็นค่าประมาณการวางแผน ไม่ใช่ค่ารับรอง
ตู้ละลายของแช่แข็ง — ออกแบบยังไงให้เร็ว ปลอดภัย และเนื้อไม่เสียน้ำ
ฟิสิกส์ข้อเดียวที่คุมทั้งเกม: การละลายช้ากว่าการแช่แข็งเสมอ — ตอนแช่แข็ง ความร้อนวิ่งผ่านชั้นน้ำแข็ง (k ≈ 1.4 W/m·K) แต่ตอนละลาย ความร้อนต้องวิ่งผ่านชั้นเนื้อที่ละลายแล้ว (k ≈ 0.5) ซึ่งเป็นฉนวนดีกว่าเกือบ 3 เท่า และชั้นนี้หนาขึ้นเรื่อย ๆ — นี่คือเหตุที่ "เอาออกมาวางเดี๋ยวก็ละลาย" จบที่ผิวเน่าแกนยังแข็ง
โจทย์ออกแบบ: เร่งความร้อนเข้าให้เร็วที่สุด โดยผิวห้ามเกิน 5°C ตลอดเวลา (โซนอันตราย WHO 5–60°C — แบคทีเรียเท่าตัวทุก 20 นาที) → ตัวแปรที่เล่นได้มีแค่ 2 ตัว: ค่า h ที่ผิว (ลม/ความชื้น/น้ำ) กับพื้นที่สัมผัส (อย่าวางซ้อน) เพราะอุณหภูมิอากาศถูกล็อกด้วยความปลอดภัย
อาวุธลับของตู้ละลายมืออาชีพ = ความชื้นสูงจัด (90%+): ไอน้ำที่กลั่นตัวบนผิวสินค้าเย็นคายความร้อนแฝงลงตรงผิวโดยตรง (น้ำ 1 กรัมที่กลั่นตัว = ความร้อน ~2,500 J เทียบอากาศอุ่น 1 กรัมให้ ~1 J/K) — ถ่ายเทดีขึ้นหลายเท่าโดยอุณหภูมิอากาศเท่าเดิม แถมผิวเนื้อไม่แห้งไม่ดำ · ทำได้ด้วยหัวพ่นหมอก/ถาดน้ำ+ลมผ่าน (ระวังกติกา Legionella เหมือนหมวดพ่นหมอก: RO + ฆ่าเชื้อ + เทน้ำทิ้ง)
สองเฟสอัตโนมัติ = หัวใจของตู้: เฟสละลาย อากาศ 6–8°C ลมแรงสม่ำเสมอ 1–2 ม./วิ + ชื้นจัด → พอโพรบแกนกลางถึง ~0°C สลับเป็นเฟสถือ ตู้เย็นธรรมดา 0–2°C รอใช้งาน — คุมด้วยตัวควบคุม 2 เซนเซอร์ (แกน+อากาศ): Dixell/Eliwell ตั้งได้ หรือ ESP32 ในหีบ "สร้างระบบควบคุมเอง" เพิ่มโพรบแกนอีกเส้นเดียว · ต้องมีทั้งขดร้อนอ่อน ๆ (หรือแค่ฮีตเตอร์อากาศ 200–500W) และระบบทำความเย็น ในตู้เดียว เพราะจบแล้วต้องถือของที่ 2°C
เลย์เอาต์: ตะแกรงโปร่งทุกชั้น ลมผ่านได้ทั้งบน-ล่างชิ้นงาน · เว้นร่อง ≥3 ซม. · ชิ้นหนาเกิน 10 ซม. ควรแขวน · ห้ามวางซ้อนเด็ดขาด (จุดสัมผัสคือฉนวน) · ถาดรองน้ำละลายลาดไปท่อทิ้ง — น้ำ drip คือแหล่งเชื้อ ต้องล้างได้ทั้งตู้
ขนาดระบบ: โหลดฮีต = พลังงานละลาย ~241 kJ/กก. (อุ่นก้อนแข็ง 36 + ละลายน้ำแข็ง 191 + อุ่นถึง +2°C ~14) ÷ เวลาที่ต้องการ — เนื้อ 100 กก. จบใน 12 ชม. = ~560 W เข้าตลอด · ฝั่งทำความเย็นเฟสถือคิดแบบตู้เย็นปกติ · ใช้เครื่องคิดในการ์ดข้างบน (โหมด 🔥 ตู้ละลาย) ได้เลย
ผลชนกันตรง ๆ จากเปเปอร์ (ผ่านตัวตรวจ):
วิธี (หมูสันนอก — Wang 2022) เวลา น้ำเสีย (thawing loss)
แช่น้ำ 14°C 55 นาที 3.70%
อัลตราซาวนด์ 500W น้ำ 20°C 20 นาที 2.98%
สุญญากาศ-ไอน้ำ 25°C/9 kPa 30 นาที 2.78% (ต่ำสุด)
ไมโครเวฟ 800W 5 นาที 4.71% (แย่สุด + สุกเป็นหย่อม)
ข้อสรุปที่กลับความเชื่อเก่า: "ละลายเร็ว = เสียน้ำ" ไม่จริงเสมอ — งาน USDA-ARS (Eastridge 2011) สเต๊กเนื้อ: น้ำเวียน 20°C จบใน 20 นาที ให้ drip ต่ำกว่า ตู้เย็น 18–20 ชม. (p<0.001) สีแดงดีกว่า ที่เหลือไม่ต่าง · ที่แย่คือเร็วแบบไมโครเวฟ (ร้อนไม่สม่ำเสมอ) ไม่ใช่ความเร็วเอง · ปลาทู: ตู้เย็น 4°C คุณภาพดีสุดแต่ใช้ 17 ชม. น้ำไหลใช้ 24 นาที คุณภาพยอมรับได้ (Zhou 2021)
อัลตราซาวนด์ช่วยละลาย — ตัวเลขจริง: หมู 25 kHz ที่ 0.2/0.4/0.6 W/cm² → อัตราละลาย 0.62/0.73/1.0 °C/นาที เทียบอากาศ 0.16 — ผ่านช่วงวิกฤต −5→−1°C เร็วขึ้น 87% โดยคุณภาพ/โครงสร้างจุลภาคไม่ต่างจากกลุ่มควบคุม (Gambuteanu 2015) · ไก่ทดสอบ 19 สูตร: จุดดีสุด = 25 kHz + amplitude 100% + โหมด sweep → 18 นาที เทียบแช่น้ำเฉย ๆ 50 นาที (−64%) และ drip ต่ำกว่า · คำเตือนสำคัญ: ตั้งผิด (130 kHz / amplitude 60%) แย่กว่าแช่น้ำเปล่า — ความถี่ต่ำ+กวาดคลื่นคือหัวใจ · รีวิว 2025: ลดเวลาได้ 27–65% แล้วแต่เนื้อ/กำลัง
ความชื้นสูงพิสูจน์ด้วยตัวเลขแล้ว: เนื้อวัวละลายแบบอุณหภูมิต่ำสลับ (2→6→2°C) ที่ RH 97% เทียบตู้เย็นธรรมดา: thawing loss ลดลง 47% · โปรตีนหลุดใน drip ลด 42% · เนื้อนุ่มขึ้น (shear −12%) (Food Bioprocess Technol 2014) · แนวทาง FAO ห้องละลายซาก: อากาศ 4–6°C ลม ~0.2 ม./วิ RH เริ่ม 70% แล้วไต่ขึ้น 90–95% ช่วงท้าย (เริ่มชื้นจัดเลยจะเกิดน้ำแข็งเกาะผิว) จบเมื่อแกน 0 ถึง −1°C
หน้าต่างความปลอดภัยที่วัดจริง (ทุน USDA-FSIS — Ingham 2004): เนื้อ+ไก่ฉีดเชื้อ Salmonella/E. coli แล้ววัด: ที่ 10°C นาน 8 ชม. หรือ 22°C นาน 2 ชม. เชื้อไม่โตเลย (ยังอยู่ใน lag phase — ที่ 20°C lag ~6.6–6.9 ชม.) → การละลายด้วยน้ำ 15–20°C ที่จบใน 20–60 นาทีจึงอยู่ในหน้าต่างปลอดภัยสบาย ๆ · กติกา FDA Food Code 2022 §3-501.13 (ตัวบทจริง): ละลายใต้ความเย็น ≤5°C หรือจมมิดใต้น้ำไหล ≤21°C — ส่วนที่ละลายแล้วของ ready-to-eat ห้ามเกิน 5°C · เนื้อดิบที่จะปรุงต่อ ให้รวมเวลาเกิน 5°C ไม่เกิน 4 ชม.
ตู้ละลายที่ขายจริง (สเปคจากผู้ผลิต — เอาไว้เทียบแบบที่เราออกแบบ): Williams S1OT (อังกฤษ): สลับลมอุ่น/เย็นเป็นจังหวะ คุมสินค้า 0 ถึง +3°C ตลอด จุ 70 กก. ใช้ได้ถึงอากาศ 43°C จบแล้วเป็นตู้เย็นถือของต่อ 5 วัน · Traulsen Even-Thaw (สหรัฐ): เติมความร้อนทีละน้อยในลมเย็นหมุนเร็ว จบใน 22–24 ชม. ตู้ไม่ยอมเกิน 5°C เด็ดขาด จุ 136 กก. · Electrolux 670L: 7 โปรแกรม สลับเฟสละลาย→เฟสเก็บอัตโนมัติ — ทั้งหมดคือคอนเซปต์เดียวกับหีบนี้: สองเฟส + ผิวไม่เกิน 5°C
ของโรงงานใหญ่ (รู้ไว้ ไม่ใช่ของร้าน): RF tempering 27.12 MHz (Stalam/Sairem/Vinita) — บล็อกเนื้อ 27 กก. วิ่งสายพาน ~5–6 นาที/บล็อก ถึง −4°C · งานวิจัยวัดจริง: ก้อน 1.5 กก. ถึง −2°C ใน 10 นาที (ลมเย็นใช้ 815 นาที) drip แค่ 0.16–0.46% เทียบแช่น้ำ 6.33% — เร็วเพราะคลื่นทะลุเข้าใจกลางก้อนโดยตรง ไม่ต้องรอการนำความร้อน แต่กิน 3 เฟส 7–200 kW ราคาระดับโรงงาน · vacuum-steam (Lutetia): ไอน้ำที่ ~24 mbar กลั่นตัวที่ ~20°C คายความร้อนแฝงลงผิวโดยผิวไม่สุก yield ดีขึ้น 4–8%
ทางลัดที่วงการใช้: temper ไม่ใช่ thaw — งานตัด/บด ไม่ต้องละลายหมด แค่ยกอุณหภูมิถึง −5 ถึง −2°C (เลื่อยตัดได้ เครื่องสไลซ์กินได้) เร็วกว่าละลายเต็มหลายเท่าเพราะไม่ต้องจ่ายความร้อนแฝงทั้งก้อน และเนื้อเสียน้ำ (drip) น้อยกว่า · จำกฎ USDA: ละลายด้วยน้ำ/ไมโครเวฟ = ใช้ทันที · ละลายในตู้เย็น = เก็บต่อได้/แช่กลับได้
ที่มา (เปิดอ่านจริง + ผ่านตัวตรวจอิสระ · ตกเพียง 1 รายการเรื่องกุ้งซึ่งไม่ได้ใช้): Wang 2022 Foods (หมู 4 วิธี) · Zhou & Xie 2021 (ปลา 5 วิธี) · Eastridge & Bowker 2011 J Food Sci (USDA-ARS เนื้อ) · Sujiwo 2025 (ไก่) · Gambuteanu 2015 (อัลตราซาวนด์หมู) · Li 2014 Food Bioproc Tech (RH 97%) · Ingham 2004 J Food Safety (หน้าต่างปลอดภัย) · FDA Food Code 2022 §3-501.13 ตัวบทจริง · FAO meat cold store manual · แคตตาล็อก Stalam ed.02-2024 / Sairem / Vinita / Williams / Traulsen / Electrolux · PMC5599572 (RF วัดจริง) · PMC9098482 (vacuum-steam) · ขีดปลอดภัย 5°C/โซนอันตราย = WHO Five Keys + USDA FSIS · k เนื้อแช่แข็ง 1.1–1.4 / ไม่แข็ง 0.40–0.51 W/m·K = ASHRAE Ch.8 ตารางวัดจริง · ค่าความร้อนแฝง/ความจุความร้อน = ตาราง ASHRAE ในแอป · เวลาละลาย = สูตร Plank กลับทางคิดที่ k เนื้อละลาย (ค่าประมาณ ±30% — แม่นน้อยกว่าฝั่งแช่แข็งเพราะชั้นฉนวนโตตลอดเวลา) · หลักการกลั่นตัวช่วยถ่ายเท = ฟิสิกส์พื้นฐาน (ความร้อนแฝงไอน้ำ ~2,500 kJ/kg)
พ่นหมอกความชื้น & แสงในตู้ผัก-ตู้เนื้อ — งานวิจัยจริง ไม่ใช่คำโฆษณา
💧 ระบบพ่นหมอก (fogging/misting)
ผลวัดจริงที่ตีพิมพ์ (peer-review): Brown, Corry & James 2004 (Int. J. Refrigeration) ทดลองหมอกอัลตราโซนิกในตู้โชว์จริง 7 วัน — ลดน้ำหนักสูญเสียทุกชนิดสินค้า สูงสุดเกือบ 50% ในเห็ด · อุณหภูมิสินค้าไม่เปลี่ยน (หมอกช่วยเรื่องความชื้น ไม่ใช่ความเย็น) · ใช้น้ำ+โอโซนฆ่าเชื้อแล้วตรวจไม่พบ Legionella
ทำไมต้องพ่น: ผักใบเริ่มเหี่ยวเมื่อเสียน้ำแค่ 3–5% (Holcroft 2015, PEF) · จะรักษา RH 95% ที่ 0°C โดยไม่พ่น คอยล์ต้องมี TD แค่ ~0.5 K ซึ่งทำยากมาก · USDA HB-66: ผักสลัดต้องการ RH 98–100% · ผลวัดฝั่งผู้ขาย (ระบุชัดว่าไม่ใช่งานอิสระ): Areco อ้างผักสลัดเสียจาก 6% → 2% (มี LCA ร่วม ADEME) · การศึกษาที่ Miatech จ้าง: บรอกโคลีไม่พ่นเสียน้ำหนัก ~4% ใน 16 ชม. แครอทเสีย >7%
เทคโนโลยีที่ขายจริง: อัลตราโซนิก 1.7 MHz หยด 1–3 µm "หมอกแห้ง" สินค้าไม่เปียก (Contronics EP DM4: 3.3 กก.น้ำ/ชม. กินไฟ 210W · DM8 6.6 กก. 400W) · แบบไร้หัวฉีด (MiaTech mist bar) กันหยดหัวอุด · แบบอากาศอัด (Prodew)
⚠️ เรื่องที่ห้ามข้าม — เชื้อ Legionella: CDC บันทึกจริง (MMWR 23 ก.พ. 1990): ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ลุยเซียนา เครื่องพ่นหมอกอัลตราโซนิกเหนือแผงผัก เพาะเชื้อ Legionella ในถังน้ำ → คนป่วยลีเจียนแนร์ 33 ราย · บทเรียน: น้ำต้องผ่าน RO + ฆ่าเชื้อ (UV/โอโซน/ความร้อน) + เทน้ำทิ้งทุกวัน + มีตารางล้าง — ระบบยุคใหม่ทำมาให้ (Areco: RO+UV 5-log+Thermosure 6-log เทน้ำทิ้งอัตโนมัติ · Contronics มีโมดูลโอโซนในตัว) ฝรั่งเศสถึงกับออกกฎหมายคุมระบบพ่นหมอกรวม (Décret 2017-657) · ห้ามเอาเครื่องพ่นหมอกใส่น้ำประปาวางเฉย ๆ เด็ดขาด
💡 แสงกับผักสด — ดาบสองคม (ตัวเลขจากเปเปอร์จริงทั้งหมด)
แสงทำผักคายน้ำเป็น 2 เท่า — วัดกับคะน้าตรง ๆ: Noichinda 2007 (Postharvest Biol Technol): คะน้าจีนที่ 1°C ใต้แสง 21.8 µmol/m²/s ปากใบเปิดค้าง น้ำหนักหาย 3.9% เทียบ 1.8% ในมืด — แต่แสงก็ช่วยชะลอการเสียวิตามิน C ลงครึ่งหนึ่ง · กลไกยืนยันระดับ Nature (Kinoshita 2001): แสงน้ำเงินคือตัวสั่งเปิดปากใบ และแสงเขียวหักล้างได้ (Frechilla 2000)
เปิดเป็นรอบ ดีกว่าเปิดตลอดหรือปิดตลอด: Liu 2015 (BMC Plant Biol): คะน้าเคลใต้รอบสว่าง/มืด 12:12 ชม. เสียคลอโรฟิลล์แค่ 36% เทียบ 97% ใต้แสงต่อเนื่อง 24 ชม. และ 88% ในมืดตลอด · แสงความเข้มต่ำแค่ 5–30 µmol/m²/s ก็พอให้ใบสังเคราะห์แสงสะสมน้ำตาล ยืดอายุชัดเจน (Woltering) · สลัดใต้ LED เขียวความเข้มต่ำ 12 ชม./วัน สารต้านอนุมูลสูงกว่ามืด ~15 เท่า (Salehinia 2024)
สรุปตั้งค่าไฟตู้ผัก: LED ความเข้มต่ำ · เปิดเป็นรอบ ~12 ชม. ตามเวลาขาย ไม่เปิด 24 ชม. (ตรงกับที่ระบบควบคุมในแอปตั้งไว้ 06:00–21:00) · โทนขาว/เขียว เลี่ยงน้ำเงินจัด (เปิดปากใบ→เหี่ยวเร็ว) · มันฝรั่ง-หอมใหญ่ห้ามโดนแสง : วัดในร้านจริง 25 สาขา (Tanios 2020) แสงแค่ 3–46 µmol ก็ทำมันเขียว — แสงน้ำเงินแย่สุด แสดงในที่มืด/ภาชนะทึบ
ไฟตู้เนื้อ: งานอิสระ (Steele 2016, Meat Science): เปลี่ยนฟลูออเรสเซนต์เป็น LED เนื้อวัวสีทนขึ้น 0.5–1 วัน และคอมทำงานลดลง 40% — ผลหลักมาจากความร้อนที่ลด ไม่ใช่สเปกตรัมวิเศษ · Signify สรุปเองว่า "ระดับความสว่าง (lux) มีผลต่อการซีดของเนื้อมากกว่าสเปกตรัม" (สเปกตรัม rosé ช่วย ~20% ที่ lux เท่ากัน — ทดลองของผู้ขายเอง) · ตัวเลขวัตต์จริง (DOE/PNNL วัดในร้าน): T8 ~26 W/เมตร → LED 7–17 W/เมตร ความร้อนเข้าตู้ลดตาม
UV-C ฆ่าเชื้อหลังเก็บเกี่ยว — โดสสำคัญมาก: รีวิว 2023 (J Agric Food Chem): พริกหวาน 0.88 kJ/m² ลดราจาก >90% เหลือ <10% แต่เพิ่มเป็น 2.2 kJ/m² เนื้อเยื่อเสียหาย · สตรอว์เบอร์รีแบ่งฉายหลายครั้งโดสต่ำ (5×0.8) ดีกว่าครั้งเดียว 4 kJ/m² · อันตรายกับคน: ลิมิต ACGIH ที่ 254 nm = 6 mJ/cm² ต่อทั้งวัน — โดสฆ่าเชื้อผัก 1 kJ/m² คือ ~16 เท่าของลิมิตคนทั้งวัน → ต้องฉายในตู้ปิดมีสวิตช์ตัดเมื่อเปิดประตูเท่านั้น (รายละเอียดแสงฆ่าเชื้อ 405 nm / Far-UVC กำลังค้นเพิ่ม จะอัปเดตอีกหมวด)
ที่มา (เปิดอ่านจริง + ผ่านตัวตรวจอิสระทุกรายการ): Brown/Corry/James 2004 IJR · Holcroft 2015 PEF · USDA HB-66 · CDC MMWR 39(7) 1990 · คู่มือ Contronics EP DM (ผ่าน Condair) · areco.fr · Noichinda 2007 · Kinoshita 2001 Nature · Frechilla 2000 · Liu 2015 BMC · Salehinia 2024 PLoS One · Woltering (Acta Hortic) · Tanios 2020 PLoS One · EFSA 2020 (โซลานีน LOAEL 1 มก./กก.นน.ตัว/วัน) · Steele 2016 Meat Science · Signify white paper · DOE GATEWAY/PNNL · Sonntag 2023 JAFC · Ortiz Araque 2018 LWT · ตัวเลขฝั่งผู้ขาย (Areco/Miatech/Contronics) ป้ายกำกับไว้ชัดว่าเป็นคำอ้างผู้ขาย
แสงฆ่าเชื้อในตู้แช่ — UV-C · 405 nm · Far-UVC (ตัวเลขจากเอกสารจริง)
หลักการติดที่ถูก: ฉายที่คอยล์เย็น + ถาดน้ำทิ้ง (ที่เชื้อโตจริง) ไม่ใช่ฉายอาหาร — ASHRAE Handbook Ch.17 ให้ตัวเลขออกแบบสำหรับฉายคอยล์แค่ 50–100 µW/cm² (ต่ำมาก เพราะฉายตลอด 24 ชม.) · UV กันเชื้อไม่ให้เกิดใหม่ ได้ดี แต่ล้างของเก่าไม่ได้ : biofilm ที่เกาะมา 7 วัน โดนโดสมหาศาล 850 mJ/cm² ยังลดเชื้อได้แค่ ~1.6 log — ต้องล้างคอยล์ให้สะอาดก่อนติดเสมอ
โดส UV-C 254 nm ที่ต้องรู้ (ต่อการลดเชื้อ 90% · หน่วย J/m² · ตาราง Philips/Signify): Legionella 9 · E. coli 30 · Salmonella 40–80 · Staph 26 · สปอร์ราสูงกว่าแบคทีเรีย 10–40 เท่า: Aspergillus niger 1,320 · Penicillium 130–440 · Rhizopus 1,110 — ตู้แช่ปัญหาจริงคือรา ต้องออกแบบโดสอิงรา ไม่ใช่แบคทีเรีย · เกณฑ์ FDA อาหาร: ≥400 J/m² ทุกจุดจึงลด pathogen 4 log
จุดตายของหลอด UV ธรรมดาในตู้แช่: หลอดปรอท LP ให้แสงเต็มที่เมื่อจุดเย็นสุดของหลอดอยู่ที่ 39–50°C — ในตู้ 0–5°C มีลมเป่า แสงจะตกฮวบ → ต้องใช้หลอดชนิด amalgam (ทนลมเย็น) หรือ UV-C LED (ไม่แคร์ความเย็น แต่ประสิทธิภาพแค่ 3–10% เทียบหลอด ~30% และแพงกว่าราว 25 เท่าต่อ mW — ตัวเลขวงการ 2023) · เลือกหลอดชนิด ozone-free (ตัดคลื่นต่ำกว่า 240 nm)
ระวังวัสดุในตู้พังเพราะ UV (ตาราง ASHRAE RP-1509): เรตติง D ห้ามโดนแสง: ถาดน้ำทิ้ง PP/HDPE/PET · ปะเก็นประตูนีโอพรีน · โฟมโพลีสไตรีน · ฉนวนโฟมท่อ — ต้องบังแสงหรือเปลี่ยนวัสดุ · ทนได้: สแตนเลส อะลูมิเนียม แก้ว LDPE โอริงซิลิโคน/EPDM
ความปลอดภัยคน (UL 1995 + ACGIH): ต้องมี interlock ตัดไฟทันทีเมื่อเปิดฝา/ประตู · แสงรั่วออกนอกตู้ต้องไม่เกิน 0.1 µW/cm² · ลิมิตคนทั้งวันแค่ 6 mJ/cm² — ที่ความเข้ม 100 µW/cm² อยู่ได้แค่ 1 นาที · UV เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1 (IARC)
แสงม่วง 405 nm (เปิดขณะมีคน/อาหารได้): ของจริงแต่ช้ามาก — ต้องสะสมโดสเป็นชั่วโมง ๆ (86.4 J/cm² ใน 48 ชม. ลด E. coli/Listeria 3–5 log — Cornell 2023) และจุดอ่อนสำคัญ: Salmonella แทบไม่ตอบสนอง (<1–2 log แม้โดสมหาศาล) → ใช้เป็นตัวกด Pseudomonas/Listeria ระยะยาวในตู้ได้ (มีข้อมูลที่ 4°C) แต่แทน UV-C ไม่ได้ · คำโฆษณาผู้ขายบางเจ้าเกินเปเปอร์ที่ตัวเองอ้าง (อ้าง 6.3 log ขณะเปเปอร์รายงาน 5.0)
Far-UVC 222 nm (ตัวใหม่ที่ปลอดภัยกับคนกว่า): ฆ่าไวรัสด้วยโดสต่ำมาก (90% ที่ ~0.4–0.6 mJ/cm² — Columbia 2020) · ทดลองฉายตาคนจริงถึง 75 mJ/cm² ไม่พบความเสียหายถาวร และ ACGIH ขยับลิมิตเป็น 160 mJ/cm²/วัน (2024) · ข้อจำกัด: ต้องเป็นหลอดมีฟิลเตอร์ (เช่น Care222) · ติดหลายดวงในห้องอับสร้างโอโซนได้ (+10 ppb ที่ 4 ดวง) · กับอาหารตรง ๆ ยังมีปัญหา — ไก่งวงสไลซ์เหลืองขึ้นทันที (Foods 2026) เหมาะฆ่าเชื้อผิวบรรจุภัณฑ์มากกว่า
ผลกับอาหารเมื่อฉายตรง: UV-C LED กับแฮมอิตาลี: ลดเชื้อ ~2 log ได้โดยไขมันหืน (TBARS) สูงขึ้นแต่ยังต่ำกว่าเกณฑ์ · แสงน้ำเงิน/ขาวหลังฉาย UV ทำให้ราฟื้นตัว (photoreactivation) จนกลับมาเน่าได้ — ฉายแล้วเก็บมืดหรือใต้แสงแดงผลถึงจะอยู่
ของที่ซื้อได้จริง: ผู้ผลิตคอยล์ thermofin (เยอรมัน) มีออปชัน UV-C ในตัว evaporator จากโรงงาน (หลอด ozone-free เลือกฉายครีบหรือฉายลม) — ผลทดสอบร่วม Fraunhofer: สปอร์ในอากาศลด 99% ใน 20 นาที · ยังไม่พบผู้ผลิตตู้โชว์รายใหญ่ที่ติด UV มาจากโรงงาน (ค้นแล้วเจอแต่สิทธิบัตร) — ติดเพิ่มเองตามเกณฑ์ข้อบนได้
ที่มา (เปิดอ่านจริงทุกฉบับ): ASHRAE Handbook 2020 Ch.17 · Philips/Signify UV-C application guide 2021 · FDA/IFT Kinetics of Microbial Inactivation · AIHA white paper 2021 (ACGIH TLV) · UL 1995 (ผ่าน AIHA/ASHRAE) · Foods 2026 (biofilm Listeria · far-UVC เนื้อสไลซ์) · Buonanno 2020 Sci Rep · Sugihara 2024 (ตาคนจริง 222 nm) · PLOS One 2025 (โอโซน) · Hur 2025 · Chen/Moraru 2023 Sci Rep · Zhu 2018 (ราฟื้นตัว) · thermofin/Nuvonic-Fraunhofer · Electronics Weekly/PISÉO 2023 (LED) · ที่ยืนยันไม่ได้: ตัวเลขผลลัพธ์ Indigo-Clean ในโรงพยาบาล (มีแต่ในโบรชัวร์ผู้ขาย เปเปอร์จริงเปิดไม่ได้) · เอกสารเทคนิค Steril-Aire (เว็บไม่มีตัวเลขเลย)
สร้างระบบควบคุมเอง — สถาปัตยกรรมเกรดเสถียรที่สุด + ไฟล์คอนโทรลเลอร์
หลักคิดเรื่องความเสถียร: ตัวที่ตัด-ต่อคอมจริง ต้องเป็นตัวควบคุมความเย็นเกรดอุตสาหกรรม (ออกแบบมาทนสวิตชิ่งเป็นล้านรอบ มี watchdog ในตัว ทนไฟกระชาก และมีตรรกะกันสตาร์ทถี่/ละลายน้ำแข็งที่พิสูจน์มาแล้วนับล้านตู้ทั่วโลก) — ส่วนบอร์ด DIY อย่าง ESP32 ให้ทำหน้าที่จอมอนิเตอร์ผ่านมือถือเท่านั้น ต่อขนานอ่านค่าอย่างเดียว: ถ้าบอร์ดค้าง ตู้ยังเย็นปกติ 100%
ชุดอุปกรณ์เกรดเสถียรที่สุด (แยกหน้าที่ อะไรพังเปลี่ยนตัวนั้น)
① คุมอุณหภูมิ + ละลายน้ำแข็ง + กันสตาร์ทถี่ + แจ้งเตือน: ตัวควบคุมตู้แช่มาตรฐานโรงงาน — เปิดคู่มือจริงตรวจแล้วทุกรุ่น:
ตั้งอะไร Dixell XR60/75CX Danfoss ERC 21x Eliwell IDPlus 974 Carel easy PJEZ
ช่วงแกว่ง (differential) Hy (ตั้งต้น 2.0)r01 (2 K)diF (2.0)rd
กันสตาร์ทถี่ AC นาทีหลังดับC02 OFF ขั้นต่ำ · C01 ON ขั้นต่ำdOF หลังดับ · dbi ห่างระหว่างสตาร์ทc2 OFF · c3 ON · c1 ห่างสตาร์ท
รอบละลายทุกกี่ ชม. IdF (6 ชม.)d03 dit (6 ชม.)dI
ละลายนานสุด (นาที) MdF (30)d04 dEt (30)dP
จบละลายที่คอยล์ (°C) dtE (8°C)d02 dSt (8.0)dt
ชนิดละลาย tdF : EL ไฟฟ้า / in แก๊สร้อนd01 : nAt ธรรมชาติ / EL / gASdty : 0 ไฟฟ้า / 1 แก๊สร้อนd0 : 0–4
เตือนอุณหภูมิสูง/ต่ำ ALU / ALL หน่วง ALd A13 / A14 หน่วง A03 HAL / LAL หน่วง tAO + บันทึก HACCP ในตัวAH / AL หน่วง Ad
รีเลย์คอม (ตัดตรงได้แค่ไหน) 8 / 16 / 20 A ตามรุ่นย่อย 16 A = คอมถึง 2 แรง (10 FLA / 60 LRA @230V)2 แรง (12 FLA / 72 LRA)รุ่น 2HP · รุ่น 30A ถึง 16 FLA / 96 LRA
จุดที่ต่างกันจริง: Danfoss ERC 214 กับ Eliwell 974 ตัดคอมถึง 2 แรงตรง ๆ ไม่ต้องคอนแทคเตอร์ (Danfoss กำกับว่ามอเตอร์ต้อง PF ≥0.65 @230V — คอมมีรันคาปาผ่านสบาย) · ERC 211 = 1 รีเลย์ ละลายได้เฉพาะธรรมชาติ เหมาะตู้ผัก/เนื้อสด off-cycle · ERC 213/974 มี 3 รีเลย์ครบสำหรับตู้ฟรีซมีฮีตเตอร์ · Eliwell มีตัวแทนไทย (B Best Technology กทม. 02-973-2255 มีคู่มือไทย) · ERC 214 บางรหัสเลิกผลิตแล้ว สั่งของให้เช็ครหัสย่อย · หัววัดส่วนใหญ่ NTC 10kΩ (Danfoss เลือกได้ o06 · Dixell PbC)
② ตัด-ต่อคอม: อย่าให้รีเลย์ตัวคุมรับโหลดคอมตรงถ้าคอมเกิน ~1/2 แรง — ผ่านแมกเนติกคอนแทคเตอร์เกรด AC-3 (LS / Schneider / ABB, เผื่อกระแสสตาร์ท LRA 6–8 เท่า) + โอเวอร์โหลดรีเลย์ · วงจรควบคุมกับวงจรกำลังแยกเบรกเกอร์กัน
③ คุมความชื้นสั่งพ่นหมอก: Autonics TH4M-24R (เปิดแคตตาล็อกตรวจแล้ว) — คุมอุณหภูมิ+ความชื้นในตัวเดียว: รีเลย์อุณหภูมิ 1 + ความชื้น 1 + เตือนอีก 2 · ช่วง 10–100%RH แม่น ±3%RH · หัววัดรุ่น THD-RM แถมในกล่อง · ไฟ 100–240VAC · ข้อจำกัดสำคัญ: รีเลย์แค่ 3A — สั่งโซลินอยด์/ปั๊มหมอกเล็กได้ แต่โหลดใหญ่ต้องผ่านแมกเนติก (ต่างจาก ERC/IDPlus ที่ตัดคอมตรงได้) · ตั้งเปิดที่ต่ำกว่าเป้า 3% ปิดที่เป้า · น้ำเข้าหัวพ่นต้องผ่าน RO/กรอง + ล้างฆ่าเชื้อได้ (กันตะกรันอุดหัวและเชื้อสะสม)
④ ไฟตู้: ทามเมอร์ราง DIN (Theben / Schneider / ABB ~฿500–900) เปิด-ปิดตามเวลาขาย — เสถียรกว่าซอฟต์แวร์ทุกแบบ ไฟดับมาตั้งเวลาเดินต่อเอง (รุ่นมีแบตสำรอง)
⑤ เซนเซอร์: ใช้หัววัด NTC ที่มากับตัวคุม (IP67) วัด 2 จุด: อากาศในตู้ + คอยล์ (สำหรับจบรอบละลายตามอุณหภูมิจริง ไม่ใช่ตามเวลาอย่างเดียว)
⑥ จอมอนิเตอร์ผ่านมือถือ (ตัวเลือกเสริม): ESP32 + SHT31 + DS18B20 อ่านอย่างเดียว ไม่ตัดอะไรทั้งนั้น — เปิดหน้าเว็บดูอุณหภูมิ/ความชื้น/ประวัติจากมือถือใน WiFi ร้าน · ดาวน์โหลดไฟล์คอนฟิก ESPHome ที่เขียนไว้ให้แล้ว (ในไฟล์มีเวอร์ชันคุมเต็มรูปแบบด้วยสำหรับตู้ทดลอง/ตู้เล็ก — อ่านคำเตือนหัวไฟล์ก่อน: ตรวจตรรกะแล้วแต่ยังไม่ได้ทดสอบกับฮาร์ดแวร์จริง )
ค่าที่ต้องตั้งให้ถูก (ใช้ได้กับตัวคุมทุกยี่ห้อ)
Differential (แกว่ง): 1–1.5 K — แคบกว่านี้คอมสตาร์ทถี่ กว้างกว่านี้อุณหภูมิสินค้าแกว่ง
หน่วงกันสตาร์ทถี่: ≥ 5 นาทีหลังคอมดับ (ให้แรงดันสมดุลก่อน ไม่งั้นสตาร์ทค้าง LRA จนโอเวอร์โหลดตัด — ดูเครื่องคิดแรงดันสมดุลในโหมดตู้แช่)
ละลายน้ำแข็งตู้ผัก/เนื้อสด (SST สูงกว่า −3°C): แบบ off-cycle — หยุดคอมทุก ~6 ชม. นาน 20–30 นาที พัดลมเดินต่อ ไม่ต้องฮีตเตอร์ · จบรอบเร็วขึ้นถ้าตั้งจบตามอุณหภูมิคอยล์ (เช่น คอยล์ถึง +8°C = จบ)
แจ้งเตือนอุณหภูมิ: สูงกว่าตั้งไว้ +5 K เกิน 30–60 นาที = ร้อง (ตั้งหน่วงกันร้องมั่วตอนเพิ่งเติมของ/ละลายน้ำแข็ง)
พัดลมคอยล์ตู้ผัก: เดินตลอดรวมช่วงคอมหยุด (เกลี่ยอุณหภูมิ+ความชื้น) — ตั้งโหมดพัดลมของตัวคุมเป็น "เดินต่อเนื่อง"
ผังไฟรวม: ไฟเข้า → เบรกเกอร์เมน → แยก 2 ทาง: วงจรกำลัง (เบรกเกอร์คอม → คอนแทคเตอร์ AC-3 → โอเวอร์โหลด → คอม · เบรกเกอร์หัวพ่น → SSR → ปั๊มหมอก) กับ วงจรควบคุม (ตัวคุมตู้แช่ · hygrostat · ทามเมอร์ · ESP32 มอนิเตอร์) · สายดินถึงโครงตู้ทุกจุด · ทุกอย่างในกล่องกันน้ำ IP54 ขึ้นไป ห่างโซนหมอก
🧮 คำนวณแอร์บ้าน ขนาดห้อง → BTU ท่อ น้ำยา ฉลากเบอร์ 5 จุดวัด
ข้อมูลแอร์
สภาพห้อง
ปกติ~650 BTU/ตร.ม.
แดดแรง/ชั้นบน~800 BTU/ตร.ม.
กระจก/ครัว/คนเยอะ~950 BTU/ตร.ม.
น้ำยา
R32
R410A
R22 (เครื่องเก่า)
ภาพการไหลของน้ำยา (แอร์แยกส่วน) — จุดวัดค่า
▶ เครื่องกำลังเดิน
⏸ เครื่องหยุด (พัก 30 นาที)
รุ่นธรรมดา (แคปทิ้วในตัวนอก)
อินเวอร์เตอร์ (EEV ในตัวนอก)
🎛️ จำลองอาการเสีย (ค่าในรูปขยับตามจริง — ตัวเลขแล็บ NIST/SCE ชุดเดียวกับตู้แช่)
ระบบปกติ
น้ำยาขาด ~30% (รั่ว)
น้ำยาเกิน ~30% (เติมมือหนัก)
คอยล์ร้อนตัน/พัดลมนอกเสื่อม
ฟิลเตอร์ตัน/โบลเวอร์อ่อน (ลมเย็นน้อย)
มีอากาศในระบบ (แวคไม่ดี)
คอมเสื่อม/วาล์วรั่ว (ปั๊มไม่ขึ้น)
แคปทิ้ว/EEV ตัน (ระบบตีบ)
ตัวในบ้าน (คอยล์เย็น)
← ลมกลับเข้า ~27°C (ห้อง)
คอม
ตัวนอกบ้าน (คอยล์ร้อน + คอม)
ลมร้อนออก →
แคปทิ้วขด (ซ่อนหลังแผง)
EEV + คอยล์ขั้ว 5–6 สาย
สเตนเนอร์
ท่อเล็ก 1/4″ · ของเหลวอุ่น
ท่อใหญ่ 3/8″ · ไอเย็น
1
ลมเย็นออกหน้ากาก (วัดง่าย แม่นสุด)
15–19°C (ΔT 8–12°C)
2
วาล์วท่อใหญ่ = จุดต่อเกจ LOW
LOW 135 psi · เย็นมีเหงื่อ
3
ท่อเล็ก (ลดแรงดันแล้วจากตัวนอก)
เย็นมีเหงื่อ ~10°C
4
ฝั่ง HIGH (ควบแน่น)
50°C · HIGH 441 psi
⚡
จุดวัดไฟ — เบรกเกอร์/สายเข้าตัวนอก
6.2 A · ไฟ 220V ±10%
คล้องแคลมป์สายเส้นไฟ · วัดคาปารันด้วย µF ตอนถอดไฟ
5
ท่ออัดในตัวนอก (ห้ามจับ)
80–95°C
📍 เกจ LOW + วัด SH ตรงนี้
น้ำยา (วงจรจริงจากคู่มือ Mitsubishi MU-GF/MUZ-LN + Daikin RXZ): คอม → คอยล์ร้อน → สเตนเนอร์ → แคปทิ้ว/EEV ในตัวนอก ก่อนวาล์ว → ③ ท่อเล็ก (เย็นแล้ว! จึงต้องหุ้มฉนวนทั้งสองเส้น — Daikin/Mitsubishi ระบุกันเหงื่อหยด) → คอยล์เย็นเดือดดูดความร้อน → ② ท่อใหญ่กลับคอม · น้ำแข็งเกาะวาล์วเล็ก = น้ำยาขาด/จุดตีบ · เกจ LOW ต่อที่วาล์วบริการท่อใหญ่เท่านั้น (แอร์บ้านปกติไม่มีจุดต่อฝั่ง HIGH — ค่า HIGH ประเมินจากตาราง) · หมุดวงกลม = จุดแนบหัววัด/ต่อเกจจริง จุดกะพริบที่วาล์วท่อใหญ่ = ที่ต่อเกจ LOW และวัด SH
1
ลมเย็นออก — ลมกลับ 27°C → ออก 15–19°C (ΔT 8–12°C)
ผิดปกติ: ΔT ต่ำ = น้ำยาขาด/คอยล์-ฟิลเตอร์สกปรก · ΔT สูงแต่ลมอ่อน = โบลเวอร์/คอยล์ตันฝุ่น (ล้างแอร์)
2
วาล์วท่อใหญ่ (จุดต่อเกจ) — LOW ~135 psi · ท่อเย็นมีเหงื่อ · Superheat 4–8K
ผิดปกติ: LOW ต่ำ+ท่อแห้ง = น้ำยาขาด/รั่ว (หาจุดรั่วก่อนเติม!) · น้ำแข็งเกาะวาล์ว = ขาดหนัก/ลมไม่ผ่านคอยล์ · LOW สูง+ไม่เย็น = คอมอ่อน/น้ำยาเกิน
3
ท่อเล็ก (ลิควิด) — เย็นมีเหงื่อ ~10°C — ลดแรงดันเสร็จตั้งแต่ตัวนอก
ผิดปกติ: ร้อนจัด = แผงร้อนระบายไม่ทัน · เย็น/มีน้ำแข็ง = ตันที่ดรายเออร์-วาล์ว/แคปตัน
4
ฝั่ง HIGH — ควบแน่น ~50°C · ~441 psi · ลมร้อนออก ~43–47°C
ผิดปกติ: HIGH พุ่ง/ลมออกไม่ร้อน = แผงสกปรก/พัดลมเสีย · HIGH สูง+LOW สูง = น้ำยาเกิน/มีอากาศ (แวคใหม่)
5
ท่ออัด — 80–95°C ร้อนจัด · ตัวคอมอุ่นถึงร้อน
ผิดปกติ: เกิน ~107°C = น้ำยาขาด/แผงตัน (เกณฑ์ Copeland) · คอมร้อนจัดตัดบ่อย = ไฟตก/คาปาเสื่อม/น้ำยาผิดปริมาณ
กราฟอุณหภูมิ–แรงดัน–สถานะ ตลอดวงจร (ค่าจริงตามที่ตั้งไว้ ขยับตามอาการที่จำลองด้วย)
ขนาดแอร์ที่เหมาะกับห้อง
≈ 12,800 BTU
แนะนำเครื่อง 12,000–13,000 BTU
เกณฑ์ช่างไทย: ห้องปกติ ~650 · แดดแรง/ชั้นบน ~800 · กระจก/ครัว ~950 BTU ต่อ ตร.ม. (ฝ้าสูงเกิน 3 ม. เผื่อเพิ่มอีก ~10–15%) · เครื่องเล็กไป = ทำงานตลอดไม่ตัด เปลืองไฟ+พังเร็ว · ใหญ่ไปมาก = ตัดถี่ ห้องชื้น
ค่าที่เกจต้องอ่าน
LOW ขณะทำงาน
135 psi
อีแวป ~7°C
HIGH (ประเมิน)
441 psi
ควบแน่น 50°C
เครื่องหยุด แรงดันนิ่ง (เท่าอากาศ) — psi
Superheat (เครื่องธรรมดา วัดที่วาล์วท่อใหญ่) โหลดเต็ม 0–3 K · โหลดเบา 3–8 K
Subcooling วัดหน้างานไม่ได้ — มินิสปลิทไม่มีพอร์ตฝั่งสูง
อินเวอร์เตอร์: แรงดันแกว่งตามรอบคอม — ค่านี้คือช่วงโหลดเต็ม รอบต่ำ LOW จะสูงกว่านี้ · เติมน้ำยา R32/R410A ต้องเติมสถานะของเหลว (คว่ำถัง/ถังมีท่อดูดใน) ชั่งกรัมเสมอ
ท่อน้ำยา & เติมน้ำยาเพิ่ม
ท่อเล็ก (ลิควิด) 1/4″
ท่อใหญ่ (ดูด) 3/8″
ท่อมาตรฐานที่รวมน้ำยาแล้ว 4 ม.
ท่อเกินมาตรฐาน
น้ำยาที่ต้องเติมเพิ่ม
อัตราเติมเพิ่มตามขนาดท่อลิควิด (ค่ากลางคู่มือติดตั้ง) · ท่อยาวมาก/ตัวนอกอยู่สูงกว่า ต้องทำ oil trap ทุก ~6 ม. แนวตั้ง · ดัดท่ออย่าให้หักพับ แวคคั่มทุกครั้งที่เปิดระบบ
แคปทิ้ว & ดรายเออร์ (แอร์)
0.085″ × 72 นิ้ว
1.83 ม. / 6.0 ฟุต · 1 เส้น
BTU ต่อวงจรแคป 12,000
ดรายเออร์ท่อลิควิด 5 นิ้ว³
ราคาโดยประมาณ ฿390–590
เกณฑ์แคปจากตาราง JB Industries คอลัมน์ HIGH (งานแอร์ อีแวป 0…+12.7°C) — ห้ามหยิบคอลัมน์ LOW/MED ของตู้แช่มาใช้ ระบบจะตันและคอมร้อน · ความยาวใช้งานต้องอยู่ 1.5–4.9 ม. (5–16 ฟุต) สั้นกว่านั้นแคปทำตัวเป็นรูออริฟิศ ไหลแกว่งคุมไม่อยู่ · เกิน 14,000 BTU ต่อวงจรต้องแตกหลายเส้น และทุกเส้นต้องยาวเท่ากันรูเท่ากันเป๊ะ ไม่งั้นคอยล์เย็นไม่เท่ากันและน้ำยาเหลวกลับคอม · ไดเออร์เลือกตามคอลัมน์ "Field Replacement" ของ Sporlan (งานซ่อมเผื่อความชื้น/เศษสกปรก) แอร์จากโรงงานปกติมีแค่สเตนเนอร์ ไม่มีไดเออร์ — ใส่เพิ่มตอนซ่อม/คอมไหม้ · แอร์มีวาล์ว 4 ทาง (ฮีตปั๊ม) ต้องใช้ไดเออร์ bi-flow (Sporlan HPC) เท่านั้น
ฉลากเบอร์ 5 ติดดาว — เทียบระดับประหยัดไฟ
ระดับฉลาก —
แปลงหน่วยอีกด้าน —
ต้องเพิ่มอีกเท่าไรถึงดาวถัดไป —
ค่าไฟต่อปีโดยประมาณ (เดิน 1,000 ชม./ปี) —
เกณฑ์บังคับ มอก. 2134-2565 (เริ่ม 4 เม.ย. 69) —
เกณฑ์ กฟผ. ฉลาก 5 ดาว (ใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2567) สำหรับแอร์อินเวอร์เตอร์แยกส่วน ≤ 27,296 BTU: เบอร์ 5 = SEER 17.06 · ★ 18.56 · ★★ 20.06 · ★★★ 21.56 · ★★★★ 23.06 · ★★★★★ ตั้งแต่ 24.56 ขึ้นไป · ความสัมพันธ์ที่ กฟผ. กำหนด: SEER = CSPF × 3.412 · เครื่องขนาดใหญ่ขึ้นเกณฑ์จะต่ำลง (27,296–40,944 BTU เริ่มที่ 16.04 · 40,944–61,416 BTU เริ่มที่ 14.00)
ไฟฟ้า (ประมาณ)
กำลังไฟ (เครื่องธรรมดา EER ~11) — W
กระแสขณะทำงาน ~220V — A
เบรกเกอร์แนะนำ 16 A
ค่าไฟ/ชม. ที่คอมเดินเต็ม — บาท
อินเวอร์เตอร์กินไฟ ~30–100% ของค่านี้ตามรอบ เฉลี่ยทั้งวันประหยัดกว่าเครื่องธรรมดา ~20–40% · กระแสเกินเนมเพลท = เช็คคาปา/แรงดันสูง/แผงตัน · สายไฟ-เบรกเกอร์ตามเนมเพลทเสมอ
อาการเสียยอดฮิต (แอร์บ้าน)
ไม่เย็น ลมออกปกติ + LOW ต่ำ + ท่อใหญ่แห้ง: น้ำยารั่ว — หาจุดรั่ว (แฟลร์/เซอร์วิสวาล์ว/คอยล์) อุดก่อนเติมเสมอ อย่าเติมทิ้งไว้
น้ำแข็งเกาะท่อใหญ่/คอยล์เย็น: น้ำยาขาด หรือลมไม่ผ่านคอยล์ (ฟิลเตอร์/โบลเวอร์ตัน) — ละลายน้ำแข็งก่อนแล้วค่อยวินิจฉัย
คอมตัดบ่อย/สตาร์ทไม่ออก (เสียงครืด): คาปาซิเตอร์เสื่อม (วัด µF เทียบสเปค) · ไฟตก · HIGH ค้างสูงเพราะแผงร้อนสกปรก
เย็นตอนเช้า ไม่เย็นตอนบ่าย: แผงร้อนสกปรก/โดนแดดจัด — HIGH พุ่งตอนอากาศร้อน คอมตัด overload
น้ำหยดในบ้าน: ท่อน้ำทิ้งตัน/ลาดผิด · คอยล์สกปรกจนน้ำกระเด็น · ฉนวนท่อเปื่อย (เหงื่อหยด)
ล้างแอร์ทุก 6 เดือน (บ้าน) / 3 เดือน (ร้านค้า-ฝุ่นมาก): คอยล์+โบลเวอร์+แผงนอก — คืนความเย็นและลดค่าไฟได้ถึง ~10–20%
R32 ติดไฟได้เล็กน้อย (A2L): ห้ามเชื่อมขณะมีน้ำยา ไล่ด้วยไนโตรเจนก่อนเชื่อม ห้ามปล่อยในห้องปิด
🚗 แอร์รถยนต์ R134a — เกจ · ลมเย็น · น้ำมัน PAG · จุดต่างจากแอร์บ้าน
ค่าที่เกจต้องอ่าน (เดินเครื่อง เปิดแอร์สุด)
อากาศนอก (°C)
25°C 35 °C45°C
รอบเดินเบา (~800)
เร่ง ~1,500–2,000 รอบ
R134a
R1234yf (รถปี ~2017+)
LOW (ท่อใหญ่ ฝั่งดูด) —
HIGH (ท่อเล็ก ฝั่งอัด) —
ดับเครื่องพัก 30 นาที — แรงดันนิ่งสองฝั่งเท่ากัน —
ลมที่ช่องแอร์ (แอร์สุด พัดลมกลาง) 4–10°C
ลมช่องแอร์ตอนห้องยังร้อน (เพิ่งสตาร์ท) —
คลัตช์คอม (วัดโอห์มตอนดับเครื่อง) คอยล์ ~3–5 Ω · ระยะห่างจาน 0.3–0.6 มม.
✅ สอบเทียบกับคู่มือค่ายจริงแล้ว: โหมดเร่งรอบใช้จุดที่ 3 ค่ายให้ตรงกัน (Toyota FSM = คู่มือ Denso = Isuzu SB16-D-001): ที่อากาศ 30–35°C LOW 21–36 psi · HIGH 199–228 psi (1,500 รอบ แอร์สุด เป่าแรงสุด) — อากาศอื่นเทียบสัดส่วนตามตาราง Nissan · โหมดเดินเบาใช้ตารางแรงดันตามอากาศของ Nissan FSM ตรง ๆ (วัดที่เดินเบา รีเซอร์ค เดินแอร์ 10 นาที) · R1234yf แปลงผ่านอุณหภูมิอิ่มตัว (ตาราง Chemours) — ดูตารางเต็มในหีบ "ชาร์ตแรงดันจากคู่มือค่าย" ข้างล่าง · เร่งรอบแล้ว LOW ต้องลด ถ้าไม่ขยับ = คอมเสื่อม/สายพานลื่น/คลัตช์ลื่น
ภาพการไหลของน้ำยา (แอร์รถยนต์) — จุดวัดค่า
ห้องโดยสาร (ใต้แดชบอร์ด)
ผนังห้องเครื่อง (firewall)
คอนเดนเซอร์หน้ารถ + พัดลม
อีแวป
โบลเวอร์
ลมเย็นออกช่องแอร์
เป้า 4–10°C
TXV
ไดเออร์ + ตาแมว (sight glass)
ฟองตอนเดิน = น้ำยาน้อย
สวิตช์แรงดัน 3 ระดับ (trinary)
ตัดต่ำ 22–30 · พัดลม ~250 · ตัดสูง 325–455 psi
คอม + คลัตช์แม่เหล็ก
พูลเลย์เครื่องยนต์ (สายพาน)
LOW
—
HIGH
—
ควบแน่น ~50°C
📍 พอร์ต LOW (ท่อใหญ่)
ท่อใหญ่ · ไอเย็น
ท่อเล็ก · ของเหลว
ทิศทาง: คอม → คอนเดนเซอร์หน้ารถ → ไดเออร์ (ตาแมว) → ท่อเล็กผ่าน firewall → TXV → อีแวปใต้แดช → ท่อใหญ่กลับคอม · หมุด = จุดวัดจริง (ลมช่องแอร์ · ตาแมว · คลัตช์ · พอร์ต LOW/HIGH) · ค่าเกจวิ่งตามอากาศนอก/รอบเครื่องบนการ์ดข้างบน · รถ orifice tube: แทน TXV ด้วยท่อรูคงที่ และย้ายไดเออร์ไปเป็น Accumulator ฝั่งดูด
กราฟอุณหภูมิ–แรงดัน–สถานะ ตลอดวงจร (ค่าจริงตามที่ตั้งไว้)
เติมน้ำยา & น้ำมันคอม — ต่างจากแอร์บ้านตรงไหน
ปริมาณน้ำยา ดู "สติกเกอร์ใต้ฝากระโปรง" เท่านั้น (ส่วนใหญ่ 400–650 ก.) — ชั่งเป๊ะ ห้ามกะจากเกจ
น้ำมันคอม R134a PAG 46 / PAG 100 ตามรุ่นคอม (ดูสติกเกอร์/ฝาคอม) — ห้ามใช้ POE/มิเนอรัลของตู้แช่
รถใหม่ R1234yf ห้ามเติมข้ามกับ R134a เด็ดขาด — หัวชาร์จคนละแบบโดยตั้งใจ
ไฮบริด/EV (คอมไฟฟ้า) ห้ามใช้เครื่องชาร์จ/น้ำมันที่เคยผ่าน PAG — PAG นำไฟฟ้า ฉนวนมอเตอร์คอมพัง ต้องใช้น้ำมัน POE เฉพาะ (เช่น ND-11)
เปลี่ยนชิ้นไหนบ้าง — ติ๊กแล้วรวมน้ำมันคืนให้ (ตาราง Sanden/T-CCI ต่อชิ้น)
น้ำมันที่ต้องเติมคืนรวม — ติ๊กชิ้นที่เปลี่ยน
เปลี่ยนคอม (กติกา Sanden/Denso — คนละเรื่องกับข้างบน): คอมใหม่แท้ส่งมาพร้อมน้ำมันเต็มทั้งระบบ (เช่น ป้าย T/CCI: PAG46 300 มล.) — ห้ามเติมเพิ่ม ให้เทออกจากคอมเก่า (เปิดจุกน้ำมัน+คว่ำพอร์ตดูด/อัด ~3 นาที หมุนเพลาครึ่งรอบทุกนาที) วัดว่าได้เท่าไหร่ แล้วเทออกจากคอมใหม่ให้เหลือเท่านั้น (สูตร Denso: เทออก = ของใหม่ − ที่ออกจากตัวเก่า) · ไดเออร์เทไม่ออก คิดค้างในตัว ~59 มล. · ระบบล้างแห้งสนิท = ใช้น้ำมันเต็มจากคอมใหม่ได้เลย หมุนเพลามือ ~12 รอบก่อนสตาร์ท · รวมทั้งระบบรถเก๋งทั่วไป: TXV ~135 มล. · orifice tube ~240 มล. (Sanden) · PAG ดูดความชื้นแรง เปิดกระป๋องแล้วใช้ให้จบ · แวคคั่ม 500 ไมครอนเหมือนตู้แช่
ชนิดน้ำมันตามคอม (ตรวจกับเอกสาร Denso/Sanden): Denso ND-Oil 8 = PAG46 (คอมสายพาน R134a: Denso 10P/10S/6C, Sanden SD7 แกนสไปลน์, Hitachi, Mitsubishi, Calsonic CR14) · ND-Oil 12 = PAG46+สารเติม ใช้ได้ทั้ง R1234yf และ R134a · ND-Oil 11 = POE สำหรับคอมไฟฟ้าไฮบริด/EV เท่านั้น (เหตุผลตามเอกสาร: น้ำยา+น้ำมันไหลระบายความร้อนผ่านขดลวดมอเตอร์โดยตรง POE เป็นฉนวนไฟฟ้าสูง — PAG นำไฟฟ้า ใส่ผิด = ฉนวน HV รั่ว คอมพัง) · Sanden: SD7H15→SP-15 · SD5→SP-20 (ซ่อมด้วย SP-15 ได้) · SD7B10/PXE/SDV→SP-10 (=PAG46) · R1234yf→SP-A2 เท่านั้น · PAG100: Sanden SD5, York, Keihin, Calsonic DKV · PAG150: คอม GM (A6/R4/V5/V7) · ห้ามผสม PAG กับ POE เด็ดขาด
อาการเสียเฉพาะแอร์รถ (ที่แอร์บ้านไม่มี)
เย็นตอนวิ่ง ไม่เย็นตอนติดไฟแดง: พัดลมหม้อน้ำ/แผงแอร์ไม่ทำงานหรืออ่อน — รอบเดินเบาไม่มีลมปะทะ HIGH พุ่ง ดูค่าเปรียบเทียบสองปุ่มบนการ์ดเกจ
เย็นตอนเช้า บ่ายไม่เย็น: น้ำยาน้อย (ขยายตัวตามร้อนไม่พอ) หรือคลัตช์ช่องว่างมากเกิน — จานคลัตช์ร้อนแล้วขยายจนดูดไม่ติด เคาะดูตอนไม่เย็นถ้าดังแล้วกลับมาเย็น = ตั้งระยะ/เปลี่ยนชุดคลัตช์
คอมตัดต่อถี่มาก (ทุก 5–10 วิ): น้ำยาน้อยจน low pressure switch ตัด — อย่าปล่อยไว้ คอมพังจากขาดน้ำมันที่วนกับน้ำยา
เสียงหวีดตอนเปิดแอร์: สายพานลื่น/ตึงไม่พอ หรือลูกปืนคลัตช์ · เสียงแตกจากคอม: ของเหลว/น้ำมันเกิน slug — รถใช้แคป? ไม่ใช่ รถใช้ TXV/orifice: ดูน้ำยาเกิน
มีน้ำแข็งเกาะท่อใหญ่ถึงคอม: TXV ค้างเปิด/บาลบ์เสีย หรือน้ำยาเกิน — เหมือนหลักตู้แช่ทุกข้อ ใช้ความรู้ SH/SC ชุดเดียวกันได้เลย
เหม็นอับตอนเปิดแอร์: อีแวปสกปรก/ท่อน้ำทิ้งตัน — ล้างอีแวป + เปลี่ยนกรองแอร์ ไม่เกี่ยวน้ำยา
โครงระบบรถ = TXV (หรือ orifice tube ในรถอเมริกันเก่า ซึ่งใช้ accumulator ฝั่งดูดแทน receiver-drier — ตรงกับหมวด Accumulator ของแอปพอดี) · แรงดันสวิตช์ 3 ระดับ (trinary — สเปคจริงจากผู้ผลิตสวิตช์ ต่างรุ่นต่างค่า): ตัดต่ำ 22–30 psi (ต่อกลับ ~30–40) · สั่งพัดลมแผง ~200–257 psi (หยุด ~170–250) · ตัดสูง 325–455 psi (ต่อกลับ 230–370) — เกาะบนไดเออร์/ท่อลิควิดฝั่งสูง · รถใหม่ใช้เซนเซอร์แรงดัน แทน (3 สาย 0.1V≈0 psi → 4.9V≈430 psi อ่านผ่านกล่อง ECM — เช็คด้วยมัลติมิเตอร์ได้)
ชาร์ตแรงดันจากคู่มือค่าย & วิธีชาร์จน้ำยารถให้ถูก
ตาราง Nissan FSM (วัดจริงที่รอบเดินเบา แอร์สุด รีเซอร์ค เป่าแรงสุด เดินแอร์ 10 นาทีก่อนอ่าน · RH 50–70%):
อากาศนอก LOW (psi) HIGH (psi) ลมช่องแอร์ (ลมเข้า=อากาศ, RH 50–60%)
20°C 23–29 99–122 5.3–6.5°C
25°C 29–36 116–143 9.7–11.5°C
30°C 33–40 136–167 13.8–16.3°C
35°C 40–49 168–205 18.0–21.2°C
40°C 47–58 192–235 22.2–25.7°C
จุดสอบเทียบที่ 3 ค่ายตรงกันเป๊ะ (ที่ 1,500 รอบ อากาศ/ลมเข้า 30–35°C): Toyota FSM: LOW 0.15–0.25 MPa (21.3–35.6 psi) · HIGH 1.37–1.57 MPa (199–228 psi) — คู่มือ Denso ใช้เลขเดียวกัน (21–35 / 199–227) และ Isuzu SB16-D-001 ก็เกือบเท่า (18–35 / 199–242) — จำชุดนี้ชุดเดียวพอ: LOW ~2 bar HIGH ~14–16 bar ที่เมืองไทย
สังเกตลมช่องแอร์ในตาราง: ตอนเพิ่งสตาร์ทห้องร้อน 35°C ลมออก 18–21°C คือปกติ (อย่าเพิ่งโทษน้ำยา!) — ระบบรีเซอร์คดูดลมห้องวนกลับ พอห้องเย็นลงเรื่อย ๆ ลมเข้าเย็นลง ลมออกก็ไล่ลงจนถึง 4–10°C · Isuzu ให้เกณฑ์ผ่านขั้นต่ำ: ลมออกเย็นกว่าอากาศอย่างน้อย 6.7°C หลังเดิน 5 นาที · Chrysler: อีแวปต้องดิ่ง 11°C ภายใน 1 นาทีแรก
วินิจฉัยจากคู่ค่า (ตาราง Isuzu ที่ 30–35°C): LOW <18 + HIGH <190 = น้ำยาขาด · LOW >40 + HIGH >250 = เกิน/พัดลมแผง/แผงตัน · LOW ดูดแวค + HIGH >250 = TXV ค้างปิด · สองฝั่งเท่ากัน 50–100 psi = คอมไม่อัด/TXV ค้างเปิด
แรงดันนิ่ง (ดับเครื่อง): คู่มือ Denso ให้ 71–114 psi ก่อนเปิดแอร์ — ตรงกับแรงดันอิ่มตัวที่อุณหภูมิห้องเครื่อง/อากาศพอดี (การ์ดข้างบนคำนวณให้แล้ว) ต่ำกว่านั้นมาก = รั่ว
ทำไมห้ามเติมตามเกจ/ตาแมว: ทดสอบ MACS: เติมต่าง 170 กรัม (6 ออนซ์) HIGH ขยับแค่ 5 psi LOW แค่ 4 psi — เกจแทบไม่รู้สึก · Toyota เขียนตรง ๆ ห้ามใช้ตาแมวตัดสิน: วัดจริงพบฟองหายแล้วยังขาดอีก ~100 กรัม (คอนเดนเซอร์ subcool สมัยใหม่เก็บสำรองน้ำยาน้อย) · ทางเดียวที่ถูก: กู้น้ำยาออกหมด ชั่งเติมใหม่ตามป้ายใต้ฝากระโปรง (ป้ายบังคับตาม SAE J639 มี ± กำกับ เช่น RAV4: 430±30 ก.) · เครื่องชาร์จมาตรฐาน J2788 แม่น ±15 ก.
ขาด/เกินมีผลยังไง (วัดจริง MACS ระบบ 26 ออนซ์): ขาด 6 ออนซ์: HIGH 239→218, LOW 38→32 แต่หัวคอมร้อน 150→182°F (ขาด 8 ออนซ์ → 204°F น้ำมันไหม้) — น้ำยาขาดฆ่าคอมด้วยความร้อน ไม่ใช่แค่ไม่เย็น · เกิน: HIGH พุ่งตอนรถติด สวิตช์ตัดสูงสั่งคอมหยุดกลางแดด · รถใหม่ชาร์จน้อยลงเรื่อย ๆ (เฉลี่ยปี 2000-04 = 726 ก. · บางรุ่นใหม่เหลือ ~408 ก.) ยิ่งชาร์จน้อย ยิ่งพลาดไม่ได้
ระบบ orifice tube (รถอเมริกัน — คอมตัดต่อเป็นจังหวะปกติ): สวิตช์ cycling ที่ accumulator: คอมตัดที่ ~25 psi ต่อกลับ ~46 psi (สเปค GM) — ตัดต่อทุก 15–30 วิ = ปกติของระบบนี้ อย่าวินิจฉัยว่าน้ำยาขาด (ขาดจริงคือตัดถี่ทุก 5–10 วิ)
R1234yf (รถปี ~2017+): แรงดันใกล้ R134a มาก (ต่างกันไม่กี่ %) แต่ห้ามเติมข้ามเด็ดขาด หัวชาร์จคนละแบบโดยตั้งใจ · ติดไฟอ่อน (A2L) ห้ามเชื่อมท่อทั้งที่มีน้ำยา · GWP 4 (R134a = 1,430) · น้ำมันใช้ ND-Oil 12 / Sanden SP-A2
แหล่ง: Nissan FSM 2008 (pdf.textfiles.com) · Toyota FJ Cruiser 2007 + Prius 2010 FSM · คู่มือ Denso RV HVAC · Isuzu SB16-D-001 (ต.ค. 2016) · MACS · SAE J639/J2788 · สเปคสวิตช์ Mastercool/Red Dot/Everlink/Classic Auto Air — ทุกรายการผ่านตัวตรวจอิสระเปิดเอกสารซ้ำ 20 ส.ค. 69
📐 วัดความจุ & วินิจฉัยหน้างาน ไซโครเมตริก · Target ΔT · อัตราส่วนการอัด · EER
ความจุจริงหน้างาน (Air-Enthalpy — ASHRAE)
วัด 5 ค่าแล้วรู้ว่าเครื่องทำได้จริงกี่ BTU — วิธีเดียวกับที่ใช้รับรองเครื่องในแล็บ
ความสูงพื้นที่เหนือน้ำทะเล (ม.) — กรุงเทพฯ ≈ 2 · เชียงใหม่ ≈ 310
ความจุรวมที่ทำได้จริง —
แยกเป็น ความร้อนสัมผัส (sensible) —
แยกเป็น ความร้อนแฝง (latent — ดึงความชื้น) —
SHR (สัดส่วนความร้อนสัมผัส) —
น้ำที่ควรไหลออกจากท่อน้ำทิ้ง —
ลมต่อตัน (CFM/ton) —
ΔT ลมกลับ − ลมจ่าย —
สภาวะอากาศ RH % W (g/kg) h (kJ/kg) จุดน้ำค้าง °C
คำนวณด้วยสมการ Hyland–Wexler (ASHRAE Fundamentals บทที่ 6) แก้ค่าตามความสูงและความหนาแน่นอากาศจริง ไม่ใช่ค่าคงที่ 1.08/4.5 แบบระดับน้ำทะเล · วัดกระเปาะเปียกให้ถูก : ผ้าต้องเปียกน้ำกลั่น มีลมพัดผ่าน ≥ 3 ม./วิ วัดกลางกระแสลม · ΔT ที่ถูกต้องขึ้นกับความชื้น ดูเครื่องมือถัดไป
ΔT ที่ถูกต้องควรเป็นเท่าไร (Target Split)
อากาศไทยชื้น ΔT ที่ถูกต้องมักแค่ 5–7°C ไม่ใช่ 8–12°C ตามที่จำ ๆ กันมา
ใช้ค่าลมกลับจากเครื่องมือด้านบน —
ΔT เป้าหมายตามตาราง —
ΔT ที่วัดได้จริง —
ต่างกัน —
ตารางมาตรฐานงานตรวจสอบสมรรถนะ (Proctor/CheckMe! · Title 24 RA3) · เกณฑ์: สูงกว่าเป้า > 1.7°C = ลมน้อย (คอยล์/ฟิลเตอร์ตัน โบลเวอร์อ่อน ท่อลมตีบ) · ต่ำกว่าเป้า > 1.7°C = ความจุตกจากสาเหตุอื่น (น้ำยา/คอม/คอยล์ร้อน) · แก้ลมให้จบก่อนแล้วค่อยยุ่งกับน้ำยา
อัตราส่วนการอัด (Compression Ratio) & สภาพคอม
น้ำยา
R134a R404A R290 R600a
R22 R32 R410A
อัตราส่วนการอัด (สัมบูรณ์) —
อีแวป / ควบแน่น จากเกจ —
ประสิทธิภาพเชิงปริมาตรโดยประมาณ (ηv) —
อุณหภูมิท่ออัดที่ควรวัดได้ —
CR ต้องคิดจากแรงดันสัมบูรณ์ (เกจ + 14.7 psi) เท่านั้น · เกณฑ์: แอร์/งานอุณหภูมิสูง 2–4 · แช่เย็น 4–8 · แช่แข็ง 8–13 · สโครล ZB เกิน 10 และ ZS/ZF เกิน 20 ตัววาล์วลอยจะปลดโหลด · CR ยิ่งสูง ηv ยิ่งตกและท่ออัดยิ่งร้อน — เกิน 107°C คือเขตอันตราย
ประสิทธิภาพพลังงานจากค่าที่วัดจริง
กำลังไฟที่วัดได้จริงทั้งเครื่อง (วัตต์ — ต้องใช้มิเตอร์ true RMS รวมพัดลมทั้งใน/นอก)
EER (BTU/ชม. ต่อ วัตต์) —
COP —
SEER2 โดยประมาณ (0.90 × EER) —
ค่าไฟขณะเดินเครื่อง (4.8 ฿/หน่วย) —
⚠️ ค่านี้คือค่าวินิจฉัยหน้างาน ไม่ใช่ค่ารับรองตามมาตรฐาน (แล็บต้องคุมสภาวะ) · ห้ามเทียบข้ามสภาวะ — EER เปลี่ยนตามอากาศภายนอกมาก · ถ้าวัดได้ต่ำกว่าป้ายเกิน 15% ที่สภาวะใกล้เคียง = มีปัญหา (คอยล์สกปรก/ลมน้อย/น้ำยาผิด/คอมเสื่อม)
🧪 แวคคั่ม & ทดสอบไนโตรเจน หักผลอุณหภูมิก่อนตัดสินรั่ว · อ่านผลไมครอน
ทดสอบรั่วด้วยไนโตรเจน — หักผลอุณหภูมิออกก่อนตัดสิน
อัดไนโตรเจนทิ้งไว้ข้ามคืนแล้วเข็มตก ไม่ได้แปลว่ารั่วเสมอ — อากาศเย็นลงความดันก็ลดเอง ใส่ค่าลงไปให้เครื่องหักผลอุณหภูมิออก แล้วดูว่าเหลือรั่วจริงเท่าไหร่
ทิ้งไว้นานกี่ชั่วโมง
ถ้าไม่รั่วเลย ตอนนี้ควรอ่านได้ —
ส่วนต่างที่มาจากอุณหภูมิล้วน ๆ —
รั่วจริงหลังหักอุณหภูมิ —
คิดเป็นของแรงดันทดสอบ —
แรงดันทดสอบที่แนะนำ (Copeland) —
สูตร Gay-Lussac ปริมาตรคงที่: P₂เกจ = (P₁เกจ + 14.7) × (T₂+273.15)/(T₁+273.15) − 14.7 — ต้องคิดจากความดันสัมบูรณ์ และอุณหภูมิเคลวิน ใครเอาเกจกับองศาเซลเซียสไปคูณตรง ๆ จะได้ค่าผิด · ตัวอย่างจากเอกสาร: อัด 10.3 บาร์ที่ 35°C พออุณหภูมิลงมา 25°C ความดันจะเหลือ 9.94 บาร์ โดยที่ไม่มีรูรั่วเลย · ข้อควรระวัง: EN 378 ระบุว่าการดูความดันตกอย่างเดียว ใช้เป็นหลักฐานความแน่นของระบบไม่ได้ ต้องหาจุดรั่วด้วยฟองสบู่หรือเครื่องดมร่วมด้วย · วัดอุณหภูมิที่ตัวท่อ ไม่ใช่อุณหภูมิอากาศ และให้ระบบนิ่งอย่างน้อย 30 นาทีก่อนอ่านค่าแรก
แวคคั่ม — ค่าไมครอนเป้าหมาย & อ่านผลตอนปิดวาล์ว
ดูดสุญญากาศแล้วปิดวาล์วตัดปั๊ม ทิ้งไว้แล้วดูเข็มไมครอนขึ้นเท่าไหร่ — บอกได้ว่าเป็นรั่ว หรือความชื้นค้าง
ไมครอนที่อ่านได้ตอนนี้
อุณหภูมิระบบขณะแวคคั่ม (°C)
อัตราไมครอนขึ้น —
น้ำเดือดที่อุณหภูมินี้เมื่อถึง —
ผลวินิจฉัย —
เกณฑ์ Copeland: ต้องดูดให้ถึง 500 ไมครอน เป็นอย่างต่ำ แล้วต้องคงอยู่ได้หลังตัดปั๊ม · วิธีที่เอกสารแนะนำคือ ดูดสามรอบ (triple evacuation) — 1500 ไมครอน → เบรกด้วยไนโตรเจนแห้ง → 1500 ไมครอน → เบรกอีกครั้ง → รอบสุดท้ายลงถึง 500 ไมครอน · หลังชาร์จน้ำยาแล้วให้เดินเครื่องอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ก่อนตัดสินว่าระบบแห้ง · ห้ามแวคคั่มตอนระบบเย็นกว่า 10°C น้ำจะกลายเป็นน้ำแข็งแล้วดูดไม่ออก ถ้าจำเป็นต้องพันฮีตเตอร์อุ่นตัวคอมก่อน · ปั๊มต้องดูดลงได้ต่ำกว่า 50 ไมครอน (เช็คด้วยการวัดที่ปากปั๊มโดยตรง — ถ้าลงไม่ถึงคือน้ำมันปั๊มเสื่อม เปลี่ยนก่อน) · สายต้องไม่เล็กกว่า 1/4 นิ้ว ยิ่งสั้นยิ่งใหญ่ยิ่งดี และควรต่อทั้งฝั่ง LOW และ HIGH พร้อมกัน · เกจไมครอนต้องต่อคนละจุดกับปั๊ม ไม่งั้นจะอ่านค่าที่ปากปั๊มไม่ใช่ค่าในระบบ
🔧 ขนาดท่อน้ำยา & ท่อลม เลือกเบอร์จากความเร็วคืนน้ำมัน + แรงดันตกตามความยาวจริง
ขนาดท่อน้ำยา (ความเร็วคืนน้ำมัน)
ท่อ ขนาดที่แนะนำ ความเร็ว (ม./วิ) เกณฑ์
ท่อ ยาวเทียบเท่า แรงดันตก คิดเป็นอุณหภูมิ ยาวได้สูงสุด ผล
น้ำยาที่ท่อลิควิดกินเพิ่ม —
ความจุที่หายไปจากแรงดันตก —
คิดขนาด Accumulator: น้ำยาทั้งระบบกี่กรัม (0 = ไม่ใช้)
กติกา Accumulator (Copeland Part 4 — เปิดตรวจแล้ว): ขนาด = รับของเหลวได้ ≥50% ของน้ำยาทั้งระบบ (เกณฑ์อนุรักษ์นิยมเมื่อไม่มีข้อมูลวัดจริง) · ตำแหน่ง = ท่อดูดใกล้คอม และถ้ามีวาล์วกลับทาง (ฮีตปั๊ม) ต้องอยู่ระหว่างวาล์วกลับทางกับคอม · น้ำมันต้องถูกปล่อยกลับแบบมีมิเตอร์ (รูเล็กใต้ท่อ U ในตัว) ห้ามไหลกราวิตี้ตรง ๆ — ไม่งั้นตอนเครื่องหยุด ของเหลวไหลลงแช่คอมเสียของ · อย่าจัดใหญ่เกินจำเป็นมาก — เปลือกโตไอวิ่งช้า น้ำมันวนกลับช้า · เลือกรุ่นทนแรงดันตามน้ำยา (R410A/R404A ต้องเรตแรงดันสูง)
ทำไมต้องคิดเป็นองศา ไม่ใช่ psi: แรงดันตก 5 psi ในระบบ R134a กับ R410A ไม่เท่ากันเลย เพราะเส้นอิ่มตัวชันไม่เท่ากัน — ผู้ผลิตจึงคุมเป็นอุณหภูมิอิ่มตัวที่หายไป เกณฑ์ที่ใช้กันคือ ท่อดูดและท่ออัดไม่เกิน 1 K · ท่อลิควิดไม่เกิน 0.5 K · ทุก 1 K ที่หายไปในท่อดูด ความจุหายราว 3.5–5% (กราф ASHRAE ผ่าน Daikin AG 31-011: ~4% ต่อ 2°F ที่งานแอร์ · Copeland: งานแช่แข็งหนักกว่า ~6% ต่อ 2°F) และคอมกินไฟเพิ่ม · ความยาวเทียบเท่า = ความยาวจริง + ข้องอ (ตัวละ ~25 เท่าของรูใน) — ข้องอ 90° ท่อ 3/8″ ≈ 0.2 ม. แต่ท่อ 1-1/8″ ≈ 0.65 ม. · ท่อลิควิดที่ไต่ขึ้น เสียแรงดันตามน้ำหนักน้ำยาเอง (ρgh) ยกสูง 10 ม. R32 เสียไปราว 12.8 psi — ถ้า Subcooling ไม่พอน้ำยาจะเดือดกลางทาง (แฟลชแก๊ส) แล้วแคปทิ้วจ่ายไม่พอ · ตัวเลขความหนืดที่ใช้หาเลขเรย์โนลด์เป็นค่าตัวแทน คลาด 20% กระทบแรงดันตกราว 5% · ระบบโหลดแกว่ง (หลายคอม/ลดรอบ/ปลดโหลด): riser เส้นเดียวที่พอดีโหลดเต็ม พอโหลดต่ำความเร็วตก น้ำมันไม่ขึ้น — Copeland Part 4 (Double Risers): ใช้ riser คู่ เส้นเล็กรับโหลดต่ำ + เส้นใหญ่มี P-trap ที่ฐาน — ตอนโหลดต่ำน้ำมันขังใน trap เป็นซีลปิดเส้นใหญ่เอง บังคับไอวิ่งขึ้นเส้นเล็กความเร็วพอ · พื้นที่หน้าตัดสองเส้นรวม = เส้นเดี่ยวที่พอดีโหลดเต็ม · ท่ออัดแทบไม่ต้องใช้ riser คู่ (ยอมแรงดันตกสูงได้ ถ้าท่อโตเกินให้ใส่ออยล์เซพาเรเตอร์แทน)
เกณฑ์ความเร็ว (Copeland Refrigeration Manual Part 4 — เปิดตรวจแล้ว): ท่อดูดแนวนอน ≥ 700 fpm (3.56 ม./วิ) · riser ≥ 1500 fpm (7.62 ม./วิ) "ใช้เป็นมาตรฐานออกแบบมาหลายสิบปี" ไม่งั้นน้ำมันค้าง คอมพังจากขาดน้ำมัน (Copeland AE4-1491 R2: riser ต้องมี trap ทุก 20 ฟุต) · ท่ออัด <3,000 fpm (15.2 ม./วิ) เสียงดัง · ท่อลิควิดมีโซลินอยด์ ≤300 fpm (1.5 ม./วิ) กัน liquid hammer · เกณฑ์แรงดันตก: Copeland ใช้ท่อดูดเทียบเท่า 2°F (1.1 K) — แอปนี้คุมที่ 1 K เข้มกว่านิดหน่อย · หมายเหตุ: ผู้ผลิตอื่นใช้ต่างกันได้ (Daikin แนวนอน ≥500 / riser ≥1000 fpm) · ท่อ ACR เท่านั้น ห้ามท่อประปา Type M · ท่อดูดลาดลงหาคอม 4 มม./ม.
เอาความร้อนทิ้งไปทำน้ำร้อน (desuperheater)
ระบบเดินกี่ชั่วโมง/วัน
ความร้อนที่ทิ้งที่คอยล์ร้อนทั้งหมด —
ส่วนที่เป็นไอร้อนยวดยิ่ง (เอาไปใช้ได้) —
เก็บกลับได้จริง —
ได้น้ำร้อนวันละ —
แทนฮีตเตอร์ไฟฟ้าได้ —
ตัวเลขอ้างอิง: ไอร้อนยวดยิ่งที่ เอาไปใช้ได้จริงคือ 16–20% ของความร้อนที่ทิ้งทั้งหมด แต่ที่เก็บกลับได้จริงราว 10–15% · น้ำที่ได้ราว 60°C · อุณหภูมิท่ออัดตามชนิดคอม: ลูกสูบ 85–110°C · สกรูระบายความร้อนทางอ้อม 70–80°C · สกรูฉีดน้ำมัน 50–60°C · ตัวอย่างวัดจริง: ระบบ R22 105 kW ควบแน่น 45°C แก๊สเข้า 90°C ออก 55°C ได้น้ำ 28→60°C ที่ 9.4 ลิตร/นาที · ระบบ R22 282 kW ได้น้ำ 32→55°C ที่ 25 ลิตร/นาที · ข้อบังคับการออกแบบ: แรงดันตกฝั่งแก๊สต้องไม่เกิน 14 kPa · ต้องล้างได้โดยไม่ต้องหยุดระบบ · ถ้าใช้กับน้ำดื่ม/น้ำป้อนหม้อไอน้ำ ต้องออกแบบให้น้ำยากับน้ำไม่ปนกันแม้ท่อรั่ว · ต้องมีวาล์วบายพาสไว้ตัดออกได้ · ผลพลอยได้: คอยล์ร้อนทำงานเบาลง → แรงดันควบแน่นลด → คอมกินไฟลดอีกต่อ และแก๊สเข้าคอยล์เย็นลงทำให้คอยล์สกปรกช้าลง
ละลายน้ำแข็งตามความจำเป็น (demand defrost) — คุ้มไหม
ไฟที่ฮีตเตอร์กินตรง ๆ —
ไฟที่คอมต้องดึงความร้อนนี้ออกอีกที —
รวมค่าละลายน้ำแข็งทั้งปี —
ถ้าเปลี่ยนเป็น demand defrost —
คืนทุน —
ที่มา (ORNL, Fricke & Sharma 2011 — รายงานให้ Retail Energy Alliance): ฮีตเตอร์ละลายกินไฟ 10–30% ของไฟตู้ทั้งหมด เฉลี่ยราว 20% · ตารางตั้งเวลาทั่วไปคือทุก 6 หรือ 8 ชม. ครั้งละ 20–30 นาที · ความร้อนจากฮีตเตอร์ราว 1% เท่านั้นที่เอาไปละลายน้ำแข็งจริง ที่เหลือกลายเป็นโหลดให้คอมต้องดึงออกอีกรอบ · ผลทดลอง: อัลกอริทึม demand defrost กับตู้แช่แข็ง 2.5 ม. ยืดจากทุก 8 ชม. เป็นทุก 38.8 ชม. → 538 kWh/ปี จาก 1,960 kWh/ปี = ประหยัด 73% · ภาคสนาม (ซูเปอร์ฯ นิวเจอร์ซีย์ ฮีตเตอร์รวม 123 kW) ยืดจาก 1 วันเป็น 3 วัน → ชั่วโมงฮีตเตอร์ลด 63% ประหยัด 25,000 kWh/ปีโดยตรง และ 38,000 kWh/ปีเมื่อรวมงานคอม · ⚠️ ข้อควรรู้ก่อนเชื่อตัวเลข: ทั้งหมดทดสอบในซูเปอร์ฯ อเมริกาที่คุมอากาศร้าน 22°C ความชื้น 35–65% — สาขาฟลอริดาซึ่งอากาศใกล้เคียงไทยที่สุด ผลออกมาก้ำกึ่ง ยิ่งอากาศชื้น น้ำแข็งยิ่งเกาะเร็ว ช่วงห่างที่ยืดได้จะสั้นกว่านี้มาก · ของที่ทำได้ฟรีก่อนซื้อตัวคุม: ตั้งพารามิเตอร์ "จบการละลายด้วยอุณหภูมิ" (termination temp) ให้ทำงาน แทนที่จะปล่อยให้จบด้วยเวลาอย่างเดียว — ทุกตัวคุม Dixell/Danfoss/Eliwell มีให้อยู่แล้ว (ดูตารางพารามิเตอร์ในหีบ "สร้างระบบควบคุมเอง")
ผ้าคลุม/ม่านตู้แช่กลางคืน — คุ้มแค่ไหนในอากาศไทย
ประหยัดเฉพาะช่วงที่คลุม —
ประหยัดทั้งวัน (24 ชม.) —
คิดเป็นเงิน —
คืนทุน —
ทำไมต้องใส่อุณหภูมิร้าน — นี่คือจุดที่ตัวเลขฝรั่งใช้กับไทยตรง ๆ ไม่ได้: งานวัดจริง (Datta, Watkins & Tassou, Brunel University, HPC 2004) ทดสอบตู้เปิดหน้าแนวตั้ง R404A แคปทิ้ว ที่อากาศ 20–35°C ความชื้นคงที่ 11.0 g/kg คลุม 12 ชม./วัน พบว่ายิ่งร้านร้อน ผ้าคลุมยิ่งช่วยได้น้อยลงมาก — เฉพาะช่วงที่คลุม ประหยัด 42% ที่ 20°C แต่เหลือ 13% ที่ 35°C · คิดทั้งวัน: 22.1% ที่ 20°C ลดเหลือ 10.0% ที่ 35°C (กรณีฮีตเตอร์กันฝ้ายังทำงาน) และ 20.6% → 6.4% (กรณีไม่มีฮีตเตอร์) · คืนทุน 2–4 ปี · ถ้าผ้าคลุมกับตู้ออกแบบให้ปิดสนิทได้จริง ดีขึ้นอีกถึง 10% (แบบคลุมยาวได้ 9% เทียบกับแบบมาตรฐาน) · อ้างอิงอื่นในเปเปอร์เดียวกัน: คลุม 6 ชม./วัน = 9% · คลุม 24 ชม. = 36% · ซูเปอร์ฯ สวีเดน 2 แห่งลดโหลดทำความเย็นได้ 55% · อุณหภูมิอาหารตอนกลางคืนต่ำลงเฉลี่ย 3.2 K (คุณภาพของดีขึ้นด้วย ไม่ใช่แค่ประหยัดไฟ)
ลดอุณหภูมิควบแน่น = ลดค่าไฟ (floating head / ล้างคอยล์ร้อน)
งานแช่เย็น/แอร์ (~4%/K)
งานแช่แข็ง (~2%/K)
ลดได้ —
กำลังไฟที่ลดลง —
ประหยัดต่อปี —
คิดกลับด้าน: ถ้าปล่อยคอยล์สกปรก —
ที่มาตัวเลข (Carbon Trust CTG046 · เปิดเอกสารตรวจแล้ว): "ทุก 1°C ที่อุณหภูมิควบแน่นสูงขึ้น คอมกินไฟเพิ่ม 2–4%" — งานแช่เย็น/แอร์ราว 4%/K · งานแช่แข็งราว 2%/K (เพราะสัดส่วนงานอัดต่างกัน) · ตัวอย่างวัดจริง: คอยล์สกปรกดันควบแน่นจาก 35→40.6°C ทำให้ความจุหาย 7% และกินไฟเพิ่ม 10% · การล้างคอยล์อย่างเดียวประหยัดได้ถึง 10% · ข้อควรระวัง: ลดควบแน่นต่ำเกินไป แคปทิ้ว/TXV จะจ่ายน้ำยาไม่พอ (แรงดันตกคร่อมหาย) ระบบแคปทิ้วลดได้จำกัดกว่าระบบ TXV มาก และต้องมีซับคูลพอเสมอ
ค่าไฟจริงตามอัตรา กฟภ.
ประเภทผู้ใช้ไฟ
ค่าพลังงาน (ตามบล็อก/TOU) —
ค่า Ft —
ค่าความต้องการพลังไฟฟ้า (ดีมานด์) —
ค่าบริการรายเดือน —
VAT 7% —
รวมทั้งบิล —
เฉลี่ยจริง —
อัตราหน่วยถัดไป — ใช้ตัวนี้คิดผลประหยัด—
ทำไมต้องแยก "เฉลี่ย" กับ "หน่วยถัดไป": ค่าไฟบ้านเป็นอัตราก้าวหน้า — ถ้าประหยัดได้ 100 หน่วย เงินที่ประหยัดจริงคิดจากอัตราหน่วยบนสุดที่ใช้อยู่ ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย · แอปเอาเลข "อัตราหน่วยถัดไป" นี้ไปคิดผลประหยัดในการ์ดอื่นให้อัตโนมัติ · ทุกอัตราไม่รวม VAT · Ft คิดกับทุกหน่วย
ขนาดท่อลม (Equal Friction — Altshul-Tsal)
ชนิดท่อ
เหล็ก/ดักต์บอร์ด
ท่อเฟล็กซ์
ท่อกลมที่ต้องใช้ —
ความเร็วลมที่ได้ —
ท่อเหลี่ยมเทียบเท่า —
หน้าตัดหัวจ่าย/ตะแกรงกลับ —
คำนวณจากสมการ Darcy-Weisbach + Altshul-Tsal จริง (ไม่ใช่อ่านกราฟ) · เกณฑ์ความเร็ว ACCA Manual D: ท่อเมนจ่าย ≤900 fpm (เฟล็กซ์ ≤700) · ท่อแยกกลับ เกิน 500 fpm เริ่มมีเสียง · ลด friction rate จาก 0.10 → 0.05 ท่อโตขึ้น 15% แต่ประหยัดไฟพัดลม 15–20%
🏭 โหลดห้องเย็น ASHRAE 5 องค์ประกอบ → ขนาดเครื่อง คอยล์ ลม
ภาพการไหลของน้ำยา (ห้องเย็น) — จุดวัดค่า
🛢️ มีถังพักน้ำยา (Receiver)
ไม่มีถังพัก
ห้องเย็น −18°C
ประตู + ม่านพลาสติก
ยูนิตคูลเลอร์ · TD 5.6 K · SST —
ท่อน้ำทิ้ง + ฮีตเตอร์กันแข็ง (ห้องติดลบ)
TXV + ดิสทริบิวเตอร์
คอนเดนซิ่งยูนิต (นอกห้อง)
คอม
HP/LP switch
คิงวาล์ว
รีซีฟเวอร์
—
ไม่มีถังพัก
P-trap ฐาน riser
โซลินอยด์ (pump-down)
ตาแมว+ดรายเออร์
📍 SH ที่บาลบ์
LOW —
ทิศทาง: คอม → แผงร้อน → รีซีฟเวอร์ (กดปุ่มเพิ่ม/ลบได้) → โซลินอยด์ (ทำ pump-down กัน migration) → ตาแมว/ดรายเออร์ → TXV+ดิสทริบิวเตอร์ → ยูนิตคูลเลอร์ → ท่อดูดผ่าน P-trap ฐาน riser → คอม · หมุด: SH ที่บาลบ์ (กะพริบ) · LOW ที่คอม (ค่าที่โชว์เป็น R404A — น้ำยาอื่นเทียบตาราง PT ท้ายแอป) · ตาแมว · ลมกลับหน้าคอยล์ · ค่า TD/SST/ขนาดวิ่งตามการ์ดคำนวณข้างล่าง
ลมรั่วตอนเปิดประตู — โหลดที่คนลืมคิด (ASHRAE / Gosney & Olama)
ตัวกันลมที่ประตู (ค่าประสิทธิภาพ E)
ไม่มีอะไรเลย — E = 0
ม่านริ้ว PVC สภาพดี — E ≈ 0.85
ม่านริ้วเก่า/ขาดบางแผ่น — E ≈ 0.7
แอร์เคอร์เทน/ประตูเร็ว ตั้งดี — E ≈ 0.95
เวลาที่ประตูเปิดจริง (Dt) —
ลมรั่วตอนประตูเปิดเต็มที่ —
โหลดเฉลี่ยทั้งวันจากประตู —
แยกเป็น ความร้อน / ความชื้น —
คิดเป็นน้ำแข็งที่คอยล์ต้องรับ —
ค่าไฟจากประตูอย่างเดียว —
สูตรที่ใช้ (ASHRAE Refrigeration Handbook บทที่ 24 · Gosney & Olama 1975): q = 0.221 × A × (hนอก −hใน ) × ρใน × (1−ρนอก /ρใน )0.5 × (g×H)0.5 × Fm โดย Fm = [2/(1+(ρใน /ρนอก )1/3 )]1.5 · โหลดเฉลี่ย qt = q × Dt × Df × (1−E) · Dt = (P×θp + 60×θo )/(3600×θd ) · Df = 1.1 สำหรับประตูเปิด-ปิดเป็นจังหวะที่ ΔT < 11 K และ 0.8 เมื่อ ΔT สูงกว่านั้น · θp : ประตูดึงเชือกธรรมดา 15–25 วินาที · ประตูความเร็วสูง 5–10 วินาที (ต่ำสุด 3 วินาที) — ลมไหลเข้าสู่สภาวะเต็มที่ภายใน 3 วินาทีหลังเปิด · จุดที่คนไทยมักคิดพลาด: ที่อากาศ 35°C/60%RH โหลดจากประตู 45–56% เป็นความชื้น ไม่ใช่ความร้อน (ASHRAE Table 9: ห้อง 0°C = 0.45 · −15°C = 0.51 · −20°C = 0.53 · −30°C = 0.56 เป็นสัดส่วนความร้อนสัมผัส) — ความชื้นส่วนนี้กลายเป็นน้ำแข็งเกาะคอยล์ ทำให้ต้องละลายบ่อยขึ้นและกินไฟซ้ำอีกต่อ
กราฟอุณหภูมิ–แรงดัน–สถานะ ตลอดวงจร (ค่าจริงตามที่ตั้งไว้)
ขนาดห้อง & อุณหภูมิ
ฉนวน PU หนา (มม.)
50 75 100 125 150 200
ผนัง/หลังคาโดนแดด
ในร่ม
สีอ่อน
สีเข้ม/โดนแดดจัด
ปริมาตรห้อง —
พื้นที่ผิวรวม (ผนัง+พื้น+เพดาน) —
ค่า U ของแผ่นฉนวน —
สินค้าที่เก็บ
ชนิดสินค้า
—
ผลรวมโหลด (kWh ต่อ 24 ชม.)
องค์ประกอบ kWh/24ชม. % ของทั้งหมด
โหลดรวม + safety 10% —
ความสามารถเครื่องที่ต้องใช้ —
เผื่อ derating ไฟ 50Hz + อากาศร้อนไทย —
TD คอยล์ที่แนะนำ (ตามความชื้นที่ต้องการ) —
อีแวปที่ต้องเลือกเครื่อง (SST) —
ขนาดคอยล์เย็นขั้นต่ำ —
ลมหมุนเวียนที่ต้องการ —
วิธีคำนวณตาม ASHRAE Refrigeration บทที่ 24 (5 องค์ประกอบ) · U-value จาก k ของ PU 0.023 W/m·K + surface conductance · อากาศรั่วคำนวณจากปริมาตรห้องด้วยสูตร N = 114.5·V⁻⁰·⁵⁵ (เหนือ 0°C) / 86.3·V⁻⁰·⁵⁵ (ต่ำกว่า 0°C) คูณเอนทาลปีจริงจากไซโครเมตริก · โหลดคน q = 272 − 6t วัตต์/คน · derating ไฟ 50Hz ×0.88 ตามคู่มือ Heatcraft
☀️ ไฮบริด 2 คอม + โซลาร์ คอม DC กลางวัน · แดดรายภาค · แบตเตอรี่
ระบบ 2 คอมสลับกัน + โซลาร์ DC กลางวัน
กลางวันเดินคอม DC จากแผงโซลาร์ · กลางคืน/ฝนตกสลับไปคอม AC ไฟบ้าน
ติดตั้งภาคไหน (เปลี่ยนแล้วชั่วโมงแดดกับมุมเอียงจะปรับให้เอง)
เหนือ
กลาง/กทม.
อีสาน
ใต้
ชนิดแผง
แผงทั่วไป (กระจกเปล่า)
แผงพรีเมียม (เคลือบกันสะท้อน)
N-type TOPCon รุ่นใหม่
ชนิดแบตเตอรี่
LiFePO4
AGM ตะกั่วปิดผนึก
GEL ตะกั่วปิดผนึก
ตะกั่วน้ำ (deep cycle)
ไฟฟ้าที่ระบบใช้ทั้งวัน —
ช่วงกลางวัน (โซลาร์รับผิดชอบ) —
ช่วงกลางคืน (ไฟบ้าน/แบต) —
แผงโซลาร์ที่ต้องมี —
มุมเอียง / ทิศ —
แผงร้อนแค่ไหน & กำลังหายไปเท่าไหร่ —
ตัวคูณสูญเสียรวม (PVWatts × ความร้อน × คอนโทรล) —
แบตเตอรี่ถ้าจะเดินกลางคืนด้วย —
อายุแบตที่คาดได้ —
ประหยัดค่าไฟ —
คืนทุนโดยประมาณ —
คอม DC ที่เลือกได้ —
บอร์ดคอนโทรลที่ต้องใช้คู่ —
สรุปจากเอกสารผู้ผลิต: ทำได้ 2 แบบ และเลือกคนละอย่างกัน — แบบขนาน (ท่อดูด/ท่ออัดร่วมกัน) ได้ประสิทธิภาพช่วงโหลดต่ำ แต่ Copeland ระบุชัดว่าไม่แนะนำให้ประกอบหน้างาน ถ้าไม่มีระบบปรับสมดุลน้ำมันที่ผ่านการรับรอง (TraxOil OM3/OM4 + ออยล์เซพาเรเตอร์ + ถังพัก) ส่วน Bitzer ระบุว่า "ต้องปรึกษาผู้ผลิตเป็นรายกรณี" · แบบ 2 วงจรอิสระ (คอยล์เย็น 2 ชุดในตู้เดียว) ได้ระบบสำรองจริงและไม่มีปัญหาน้ำมันเลย เพราะไม่ได้ต่อถึงกัน — มาตรฐาน WHO PQS สำหรับห้องเย็นเก็บวัคซีนบังคับแบบนี้ (สำรอง 100% + สลับอัตโนมัติทุก 7 วัน + มิเตอร์ชั่วโมงแยกตัว) · ดูรายละเอียดข้อบังคับทั้งหมดในหีบ "ระบบ 2 คอม" ด้านล่าง
⚡ ระบบไฟ 3 เฟส กระแส · สายไฟ · แรงดันตก · ความไม่สมดุล
ระบบไฟ 3 เฟส — กระแส · สายไฟ · ความไม่สมดุล
กระแสขณะทำงาน (FLA โดยประมาณ) —
กระแสตอนสตาร์ท —
เบรกเกอร์ที่แนะนำ —
โอเวอร์โหลด (ตั้งที่) —
ขนาดสายไฟขั้นต่ำ —
แรงดันตกในสาย —
ค่าไฟต่อชั่วโมง (4.8 ฿/หน่วย) —
เช็คไฟไม่สมดุล — วัดแรงดันคร่อมทีละคู่สาย (V)
แรงดันเฉลี่ย —
ความไม่สมดุล (%) —
ผลต่อกระแสและความร้อนขดลวด —
สูตร: กำลังไฟ 3 เฟส P = √3 × Vสาย × I × PF → กระแส I = P / (√3 × V × PF) · แรงดันตก 3 เฟส Vd = √3 × I × R × L (R = ความต้านทานสายต่อเมตร) ยอมได้ไม่เกิน 3% ของสายเมน และ 5% รวมทั้งระบบ · ความไม่สมดุล % = (ค่าที่เบี่ยงจากค่าเฉลี่ยมากสุด ÷ ค่าเฉลี่ย) × 100 — เกิน 2% ห้ามเดินเครื่อง เพราะกระแสจะไม่สมดุลราว 6–10 เท่าของ % แรงดัน ทำให้ขดลวดร้อนจัดและไหม้ · คอม 3 เฟสต้องมีรีเลย์กันไฟขาดเฟส/กลับเฟส — ดูอาการและเกณฑ์ผู้ผลิตในหีบ "ไฟ 3 เฟส — เกณฑ์ผู้ผลิต" ด้านล่าง
คาปาซิเตอร์ & วงจรสตาร์ทคอม 1 เฟส — ขนาดที่ถูก วิธีต่อ และเครื่องตรวจ
กฎข้อแรกที่ผู้ผลิตทุกเจ้าพูดตรงกัน (Copeland/Tecumseh/Secop/Kulthorn): ค่าคาปาซิเตอร์ผูกกับรุ่นคอม ไม่ใช่สูตรตามแรงม้า — Copeland ระบุชัดว่าต้องใช้ชุดคาปา+รีเลย์ตามสเปครุ่นเท่านั้น ตัวเดียวที่มีตารางตามแรงม้าจริงคือชุด hard-start เสริม (Supco: 1/3–2 แรง = 43–52µF · 1/2–3 แรง = 88–106µF · 1–4 แรง = 130–156µF ทั้งหมด 330V)
วงจรทั้ง 5 แบบ — ต่อยังไง (จากคู่มือ Tecumseh/Copeland/Secop)
RSIR + รีเลย์กระแส (ตู้เย็น/ตู้แช่เล็ก): คอยล์รีเลย์ (ลวดเส้นใหญ่) อนุกรมกับไฟเข้าขดรัน (R) · หน้าคอนแทคปกติเปิด ป้อนขั้ว S — กระแสพุ่งตอนสตาร์ทดูดคอนแทคปิด พอรอบขึ้นกระแสลดคอนแทคหลุดเองด้วยแรงโน้มถ่วง → ต้องติดตั้งแนวตั้งตรงเท่านั้น เอียง = สตาร์ทค้าง ขดไหม้
RSIR แบบ PTC (ตู้เย็นบ้านสมัยใหม่): PTC เสียบแทนรีเลย์ อนุกรมขดสตาร์ท — เย็นความต้านทานต่ำ ร้อนแล้วพุ่งสูงตัดขดสตาร์ทเอง (ค่าจริง: Secop 103N0011 = 25Ω ที่เย็น) · ต้องพักคอม ≥5 นาที ให้ PTC เย็นก่อนสตาร์ทใหม่ · ไฟดับวูบเดียวตอน PTC ยังร้อน อาจสตาร์ทไม่ติดไปเป็นชั่วโมง — อย่าเพิ่งโทษคอม · PTC เสีย = เปลี่ยนอย่างเดียว
CSIR (เพิ่มแรงบิดสตาร์ท ถึง ~3/4 แรง): เหมือน RSIR แต่เพิ่มสตาร์ทคาปาอนุกรมขดสตาร์ท ผ่านคอนแทครีเลย์กระแส · ข้อดี: ไม่ต้องรอแรงดันสมดุล ใช้กับระบบ TXV ได้ (Secop)
PSC (แอร์/คอมที่แรงบิดสตาร์ทต่ำได้): รันคาปาค้างระหว่าง S กับ R ตลอดเวลา ไม่มีรีเลย์ ไม่มีสตาร์ทคาปา · Copeland: ต้องรอแรงดันดูด-อัดสมดุลก่อนสตาร์ท ไม่งั้นสตาร์ทไม่ออก (นี่คือเหตุที่แอร์ต้องหน่วง 3–5 นาที) — ถ้าจำเป็นเติมชุด hard start
CSR/CSCR (แรงบิดสูง ถึง 5 แรง — FH3014-SZ ของคุณคือแบบนี้): รันคาปา S–R ค้างตลอด + สตาร์ทคาปาขนานเข้ามาผ่านรีเลย์แรงดัน (potential relay) · หลักการ: คอนแทคปกติปิด คอยล์รีเลย์คร่อมขดสตาร์ท (S–C) อ่านแรงดันเหนี่ยวนำกลับ (back-EMF) ที่แปรตามรอบ — พอถึง pickup voltage คอนแทคเปิด ปลดสตาร์ทคาปาออก · ขั้ว 1-2-5 (Supco): ขั้ว 5 → คอมมอน/ไลน์ · ขั้ว 2 → ขั้ว S คอม · ขั้ว 1 → สตาร์ทคาปา (อีกขาไปรวมฝั่ง R กับรันคาปา) — คอยล์อยู่ 2–5 คอนแทค 1–2 · เลือก pickup: เครื่อง 220–240V ตั้ง ~310V (115V ตั้ง 180V) เช็คว่าถูกโดยแคลมป์สายสตาร์ทคาปา — คอนแทคต้องเปิดที่ราว 70–80% ของรอบเต็ม · รีเลย์รุ่นระบุตำแหน่งติดตั้ง ต้องติดตามนั้นเท่านั้น
ตัวอย่างค่าจริงจากแคตตาล็อก (เปิดตรวจแล้ว)
รุ่น (220–240V/50Hz) วงจร สตาร์ทคาปา รันคาปา
Kulthorn AZ9411Y-6 (CBP) CSIR 36–43µF / 330V —
Kulthorn AE4430EK (HBP) CSR 36–43µF / 330V 8µF / 450V
Kulthorn WJ9440YK (CBP) CSR 88–106µF / 330V 15µF / 440V
Kulthorn WJ5513EK (HBP) PSC — 20µF / 440V
Tecumseh THK1374YFS CSR 88–108µF / 220V 6µF / 440V
Secop SC10G–SC18G CSIR 80µF (117U5017) —
Hitachi/GMCC FH3014-SZ CSR (ยืนยันจากแคตตาล็อก GMCC ไทย) ค่า 60µF + รัน 20µF/370V มาจากสเปคชีตแผ่นจริง — แคตตาล็อกรวมไม่ลงค่า
กฎแทนค่า-เปลี่ยนค่า (Tecumseh Service Handbook)
สตาร์ทคาปา: ไม่มีเบอร์ตรง → ใช้ขั้นถัดไปที่ใหญ่กว่า ได้ แรงดันเท่าเดิมหรือสูงกว่า · ห้ามแรงดันต่ำกว่าสเปคเด็ดขาด (back-EMF เครื่อง 230V วิ่งถึง ~400V) · อย่าเพิ่ม µF เกินจำเป็น
รันคาปา: ห้ามต่ำกว่าป้าย (เกณฑ์ 10%) · ใส่เกินได้จำกัด: ป้าย 10–20µF เกินได้ +2.5 · 20–50µF +5 · เกิน 50µF +10 · 440V แทน 370V ได้เสมอ ห้ามกลับทิศ (รุ่นใหม่พิมพ์ 440/370 คู่) · ต่อขนานบวกค่าได้ (แรงดันแต่ละตัวต้องถึงสเปค)
Bleed resistor 15,000Ω 2W ต้องมีคร่อมสตาร์ทคาปาเสมอ (Copeland: 15–18kΩ) — ไม่มีแล้วประจุค้างจะอาร์กเชื่อมหน้าคอนแทครีเลย์ติดกัน → สตาร์ทคาปาค้างในวงจร → คาปาระเบิด/ขดสตาร์ทไหม้ · เจอรีเลย์คอนแทคเชื่อม ให้สงสัย bleed resistor ขาดเป็นอย่างแรก
ต่อสลับขั้วอันตรายแค่ไหน — Copeland ทดลองจริง (AE9-1209): สลับสาย R↔S ขดสตาร์ทไหม้ใน 25 วินาที · สลับ C↔S ไหม้ใน 80 วินาทีโดยโอเวอร์โหลดไม่ตัด — เช็คขั้ว C-S-R ด้วยโอห์มมิเตอร์ก่อนต่อทุกครั้ง (ความต้านทาน: S สูงสุด · R ต่ำสุด · C-S + C-R = S-R)
วัด/ทดสอบ: ปิดไฟ + ดิสชาร์จผ่านตัวต้านทาน ~20kΩ ก่อนจับ/วัดเสมอ · วัด µF ด้วยมิเตอร์โหมดคาปา — หลุดกรอบ ±10% (หรือ tolerance บนฉลาก) = เปลี่ยน · คาปาบวม/รั่ว/จุกดัน = เปลี่ยนสถานเดียว · ห้ามจ่ายไฟตรงเข้าสตาร์ทคาปาเกิน 2–3 วินาที
🔎 เครื่องตรวจรันคาปาโดยไม่ต้องถอด (วัดขณะคอมเดิน)
แคลมป์กระแสที่สายขั้ว S และวัดโวลต์คร่อมรันคาปา — สูตร C = I ÷ (2πf·V): เอกสารสหรัฐใช้ 2650·I/V (ไฟ 60Hz) ไทยไฟ 50Hz ต้องใช้ 3183·I/V (แปลงตามฟิสิกส์)
ค่าป้ายรันคาปา (µF)
ค่าที่คำนวณได้ —
เทียบป้าย —
ที่มา (เปิดอ่านจริง): Copeland Electrical Handbook + AE9-1209 R2 + AE-1272 + KB#943 · Tecumseh Hermetic Compressor Service Handbook (กฎแทนค่า/ตาราง 3-5/bleed resistor/รีเลย์) · Secop Mounting Instructions AC (PTC/duty 10 ครั้ง/ชม.) · แคตตาล็อก Kulthorn / Tecumseh India / Secop / GMCC Thailand / Embraco · Supco APR5 + hard-start book · สูตร 2650 จากเอกสารดิสทริบิวเตอร์ Coburn (ตัวเลข 3183 คือการแปลงเป็น 50Hz ตามฟิสิกส์ ไม่ได้อยู่ในเอกสาร) · ยืนยันไม่ได้: คลาสสตาร์ทคาปา "220–275VAC" ที่ขายในไทย (คลาสในเอกสารจริงคือ 110–330V — ของจีน CD60 เป็นเกรดตลาด) · ตาราง µF ตามแรงม้าแบบสากลไม่มีอยู่จริงในเอกสารผู้ผลิตคอม